
Bars
ปิดท้ายค่ำคืนด้วยเครื่องดื่มและบาร์ชั้นนำที่คุณไม่ควรพลาดในกรุงเทพฯ

Bars
ความร้อนระอุที่ระดับถนนในกรุงเทพฯ บางครั้งก็โหดร้ายเอาเรื่อง แต่เพียงแค่ยกตัวเองขึ้นไปเหนือมัน เส้นขอบฟ้าของเมืองนี้ก็เปลี่ยนเป็นภาพที่งดงามอย่างแท้จริง...

Bars
7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่มีอาหารและดนตรีดีๆ เป็นส่วนประกอบ
คำว่า ‘ไทยเทส’ (Thai Taste) ในพจนานุกรมของนักท่องราตรีและสายกินยุคนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนั่งในร้านอาหารประดับลายกนกหรือเปิดเพลงบรรเลงขิมแผ่วๆ...

Clubs
8 ไนต์คลับ ตัวตึงในกรุงเทพฯ พิกัดเด็ดที่สายแดนซ์ ไปเพื่อ (เต้น) จริงๆ
การมานั่งทำลิสต์ ‘ที่สุด’ ของกรุงเทพฯ บอกเลยว่าต้องใจกล้าพอตัว เพราะในเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักกว่า 30.3 ล้านคนในปี 2025 อ้างอิงจาก...

Bars
8 พิกัดแหล่งแฮงเอาต์ของชาวเควียร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ
ใครที่เคยออกไปท่องราตรีในกรุงเทพฯ จะรู้ดีว่าย่านบันเทิงของชาวเควียร์ในเมืองนี้ไม่เคยหยุดนิ่งเลยจริงๆ
การไปบาร์ฮอปปิ้งหรือเที่ยวคลับอาจจะเป็นกิจกรรมอันดับต้นๆ...

Bars
15 แจ๊สเวนิว ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ
ในเมืองที่จังหวะชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง ‘แจ๊ส’ สำหรับกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงแค่แนวดนตรี แต่มันคือลมหายใจของคอมมูนิตี้ คือรากเหง้าของวัฒนธรรม...
การโฆษณา

Bars
ดื่มด่ำไปกับ 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุง จิบเครื่องดื่มเคล้าไปด้วยเสียงดนตรี
ครั้งหนึ่งแผ่นเสียงเคยเป็นรูปแบบหลักของการฟังเพลง ก่อนที่เทคโนโลยีจะพาเราไปสู่ยุคสตรีมมิงที่เพลงนับล้านสามารถกดเล่นได้เพียงปลายนิ้ว แต่แม้โลกจะเปลี่ยนไป เสน่ห์ของเสียงจากแผ่นไวนิลก็ไม่เคยเลือนหาย และยังคงดึงดูดทั้งนักสะสมและคนรักดนตรีให้กลับมาหลงใหลอยู่เสมอ
กระแสบาร์แผ่นเสียงไวนิลเติบโตขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ที่เริ่มมีร้านเปิดให้เห็นมากขึ้น แต่ละร้านไม่ได้มีดีแค่เครื่องดื่ม หากยังใส่ใจทุกองค์ประกอบของการฟังเพลง ตั้งแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง ระบบเสียง ไปจนถึงบรรยากาศภายในร้าน ที่ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกับเสียงดนตรีอย่างเต็มที่
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมแผ่นเสียง คอเพลงตัวยง หรือแค่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศจากบาร์ทั่วไป การนั่งจิบเครื่องดื่มพร้อมปล่อยให้เสียงเพลงจากแผ่นไวนิลค่อยๆ หมุนไปตลอดค่ำคืน ก็กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ดีๆ ของวันได้แล้ว
เราได้รวบรวม 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งด้านบรรยากาศ ดนตรี และเครื่องดื่มมาไว้ให้แล้ว เลือกร้านที่ถูกใจแล้วออกไปสังสรรค์กันได้เลย
หรือถ้าบาร์แผ่นเสียงอาจจะยังไม่ใช่แนว ลองดูลิสต์ 7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่รวมทั้งอาหารอร่อย เครื่องดื่ม และดนตรีไว้ในที่เดียว รับรองว่าถูกใจสายแฮงเอาต์ไม่แพ้กัน

Bars
7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่คนรักเนเชอรัลไวน์ควรไปลอง
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มในกรุงเทพฯ หลายคนอาจนึกถึงค็อกเทลบาร์หรือร้านคราฟต์เบียร์เป็นอันดับแรก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกหนึ่งกระแสที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ เนเชอรัลไวน์ (Natural Wine) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
ปัจจุบัน บาร์ไวน์หลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ ต่างนำเสนอไวน์แบบ Low Intervention, ไวน์ส้ม และไวน์จากผู้ผลิตรายย่อยทั่วโลก ให้ผู้คนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการดื่มไวน์
แล้ว ‘เนเชอรัลไวน์’ คืออะไร? แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นทางการเพียงหนึ่งเดียว แต่โดยทั่วไปแล้วหมายถึงไวน์ที่ผลิตโดยแทรกแซงกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด ทั้งในไร่องุ่นและในห้องบ่ม ผู้ผลิตมักเลือกใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์หรือไบโอไดนามิก ใช้ยีสต์ธรรมชาติในการหมัก และลดการใช้สารเติมแต่งให้น้อยที่สุด ผลลัพธ์คือไวน์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ปลูกองุ่นได้อย่างชัดเจน และมีรสชาติที่แตกต่างในแบบของตัวเอง
เสน่ห์สำคัญของเนเชอรัลไวน์คือ ความรู้สึกของการค้นพบ เพราะไวน์แต่ละขวดมีสไตล์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ดื่มง่าย สดชื่น ไปจนถึงรสชาติที่ซับซ้อนและคาดไม่ถึง ขณะที่ไวน์ส้มก็กลายเป็นหนึ่งในสไตล์ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจโลกของไวน์แบบ Low Intervention มากขึ้น
หลายร้านในกรุงเทพฯ จึงเพิ่มเนเชอรัลไวน์เข้าไปในลิสต์ควบคู่กับไวน์คลาสสิกและไวน์ร่วมสมัย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มที่เปิดกว้าง ชวนให้ผู้คนได้ลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่น่าจับตามองของเมือง
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนไวน์ส้มอยู่แล้ว หรือแค่อยากรู้ว่าทำไมใครๆ ถึงพูดถึงเนเชอรัลไวน์กันมาก นี่คือ 7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่ควรค่าแก่การไปสำรวจ

Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok กลับมาอีกครั้งกับการรีแวมป์ครั้งใหญ่ที่ตั้งใจนิยามไนต์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ใหม่ให้ร้อนแรงกว่าเดิม
ดีไซน์ร้านถูกยกระดับสู่การปรับโฉมใหม่ให้เป็นบาร์ที่ร้อนแรงที่สุดในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว ผสมกลิ่นอายไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Pan-Latin เข้าด้วยกันอย่างมีสไตล์ ตั้งแต่แสง สี อินทีเรียร์ ไปจนถึงรายละเอียดที่สายโซเชียลต้องหยิบมือถือขึ้นมาทันที
Photograph: Kimpton Maa-Lai Bangkok
ฝั่งดนตรีเลือกเดินด้วยจังหวะ Afro House ที่ทั้งอินเตอร์ และชวนขยับตัว พร้อมดีเจเซ็ตจากทั้งทีมดีเจประจำและแขกรับเชิญ รวมถึงเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ทำให้แต่ละคืนไม่ซ้ำกัน อาหารนำโดยเชฟจากเปรู กับเมนู Pan-Latin x Thai รสจัด คาแรกเตอร์ชัด กินสนุก เข้าคู่ค็อกเทลสร้างสรรค์ที่มีตั้งแต่สายปาร์ตี้ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
Bar.Yard คือคำตอบของคำถามว่าคืนนี้จะกิน ดื่ม และปาร์ตี้ที่ไหนดีแบบไม่ต้องคิดนาน
ที่ Bar.Yard, Kimpton Maa-Lai Bangkok เปิดบริการวันพฤหัสบดี - เสาร์ เวลา 17.00 - 02.00 น. และวันอาทิตย์ - พุธ เวลา 17.00 - เที่ยงคืน

Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา โสภาจารี’ บาร์เทนเดอร์หญิงที่คลุกคลีอยู่ในวงการบาร์มานาน 10 ปี แต่นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้รู้จักเธอในฐานะเจ้าของร้าน
Lost in Thaislation เกิดจากการที่ฝาเบียร์รู้สึกว่า “ไม่อยากทำบาร์ให้ใครแล้ว” เท่านั้นเลย และพอมาทำบาร์ของตัวเอง ทุกๆ องค์ประกอบในร้านเลยมาจากเธอคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร้านที่เธอเล่าให้ฟังว่า ได้ไอเดียมาจากการพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ต่างชาติที่มา guest shift รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ออกมาได้เต็มที่ บางครั้งพูดแบบ broken english ไปแล้วรู้สึกอินมากกว่า
ไอเดียนั้นต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มในคอนเซ็ปต์ Translate Solid to Liquid เล่นกับการแปล (แปร) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่เป็นการแปรของแข็งให้อยู่ในรูปของเหลวซึ่งก็คือค็อกเทล โดยสิ่งที่ฝาเบียร์นำมาแปรในช่วงแรกของการเปิดร้านก็คือ ‘อาหาร’
มี 2 เหตุผลที่ฝาเบียร์เลือกนำเมนูอาหารมาทำค็อกเทล อย่างแรกคือจากประสบการณ์ที่ต้องคอยรับบทไกด์พากินอยู่บ่อยๆ และชอบมีลูกค้าต่างชาติถามว่ามากรุงเทพฯ กินอะไรดี? หลังจากบาร์ปิด ครั้งนี้เธอเลยเลือกที่จะตอบด้วยค็อกเทลแทน อีกอย่างคือเธออยากสนับสนุนธุรกิจ F&B ในแบบที่เธอทำได้ และอยากทำให้คนเห็นว่าถึงบาร์จะเป็นธุรกิจกลางคืนที่ถูกมองว่าเทาๆ แต่ก็สามารถช่วยร้านกลางวันได้เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ฝาเบียร์เคยไปอินเทิร์นที่ญี่ปุ่น เธอเลยนำแนวคิดการออกแบบบาร์มาใช้ที่นี่และเรียกมันว่า Thoughful Bar คือบาร์ที่คิดเผื่อลูกค้า (แต่ไม่ใช่ลูกค้าเป็นพระเจ้า) คิดเผื่อในที่นี้คือคิดในมุมของลูกค้าว่ามานั่งบาร์แล้วต้องการอะไร แล้วออกแบบบาร์ตามโจทย์นั้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือพื้นตรงที่นั่งหน้าบาร์จะถูกยกให้สูงกว่าพื้นด้านหลังบาร์หนึ่งสเต็ป เวลาลูกค้านั่งจะได้อยู่ในระดับเดียวกับบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังบาร์ เวลาพูดคุยกันสายตาจะได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ต้องมีใครมองสูงหรือมองต่ำ ทำให้รู้สึกถึงความเท่าเทียม
ผนังฝั่งตรงข้ามบาร์จริงๆ เป็นที่สำหรับสแตนดิงเวลาที่นั่งเต็ม แต่แทนที่จะทำเป็นบาร์ยื่นออกมาสำหรับวางแก้ว ฝาเบียร์เลือกทำผนังให้เป็นช่องเข้าไป กว้างพอสำหรับวางแก้ว 2-3 ใบ ลูกค้า (ที่เมาแล้ว) จะได้ไม่ต้องเดินชน
กลับมาที่ค็อกเทลที่ชื่อ – และรสชาติเหมือนอาหาร ฝาเบียร์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ใช่การนำอาหารมาปั่นให้ลูกค้าดื่ม เพราะแบบนั้นดื่มไม่ได้แน่นอน แต่เป็นการหยิบจับองค์ประกอบในแต่ละเมนูมาผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและกลิ่นที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันเป็นค็อกเทลอาหารที่ดื่มแล้วเห็นภาพของจานนั้นๆ ลอยมาแบบชัดเจน แต่ก็ยังดื่มง่ายไม่อี๋เลยสักแก้ว
ค็อกเทลแต่ละแก้วได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูขึ้นชื่อของร้านอาหารเจ้าดังในย่านทองหล่อ ได้แก่ ‘ข้าวมันไก่’ จากร้านบุญตงเกียรติ แก้วนี้นำวอดก้าไปซูวีกับหนังไก่ เสร็จแล้วนำไปแฟตวอช เติมสาเกอินฟิวส์ข้าวเหนียวให้ได้กลิ่นข้าว ตามด้วยโซดามิโสะขิง เยลที่ทำจากผักชีทั้งต้นกลั่นกับจินและการ์นิชด้วยถั่วงอกดองน้ำมันงาและแตงกวา กลิ่นไก่ต้มหอมๆ (ยืนยันว่าไม่คาว) กลิ่นข้าวและกลิ่นเครื่องปรุงในน้ำจิ้มมากันครบ เป็นดริงก์ที่ลงตัวมาก มีการเสิร์ฟหนังไก่ทอดให้คนที่สั่งข้าวมันไก่ทอดด้วย
‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ จากร้านแม่วารี เครื่องดื่มเบสรัมและอามะสาเกที่ตัวดริงก์เป็นตัวแทนของข้าวเหนียวมูน โปะด้วยโฟมเอสพูมามะม่วงนุ่มๆ โรยผงคินาโกะที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวกับกะทิ เป็นแก้วที่มีความหวาน มัน หอมเหมือนกินข้าวเหนียวมะม่วงจริงๆ นั่นแหละ แต่ต้องค่อยๆ จิบเพราะแรงเอาเรื่องอยู่
‘ผัดไทชาวเล’ จากร้านหอยทอดชาวเล ใช้บรั่นดีเป็นเบส ใส่ไซรัปมะขาม น้ำตาลมะพร้าวให้ได้รสชาติของซอสผัดไท ใช้ปลาคัตสึโอะที่มีกลิ่นคล้ายเปลือกกุ้งแทนกุ้งจริงๆ เพราะคนแพ้กุ้งเยอะ และใช้อามะสาเกแทนความเป็นแป้งของเส้นจันทน์ โรยผงโทการาชิเพิ่มความเผ็ดและเสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกและต้นกุยช่ายเหมือนเวลาผัดไทจริงๆ และ ‘หมูสับเกี้ยมบ๊วย’ เมนูขึ้นชื่อจากร้านข้าวต้มแสงชัย แก้วนี้นำคอนญักไปแฟตวอชกับเบคอนเอากลิ่นหอมๆ ของหมู เตรียมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ด้วยน้ำส้มยูสุและอูเมะชู เสิร์ฟคู่กับบ๊วยดอง เรียบง่ายแต่องคืประกอบรสชาติและกลิ่นของเมนูต้นฉบับอยู่ครบ ทุกแก้วขายราคาเดียว 455 บาท
ค็อกเทลอาหารว่าน่าสนใจแล้ว แต่ฝาเบียร์แย้มๆ มาว่าซีรีส์ต่อไปจะเป็นค็อกเทลที่มาจาก Transportation หรือ การขนส่งในกรุงเทพฯ ทำเอาเราเดาไม่ถูกเลยว่ารสชาติของรถเมล์รถไฟฟ้าจะเป็นยังไงกันนะ
Lost in Thaislation อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อ ทางออก 3 เปิด 19.00-02.00 (ปิดวันอังคาร)

Restaurants
Kinki
ร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับและบาร์บรรยากาศดีในโรงแรม Ascott Thonglor Bangkok ซอยสุขุมวิท 59 เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิกคัปโปะและไคเซกิที่คัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี และยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ทั้งค็อกเทลและสาเกหายากนำเข้าจากญี่ปุ่น

Bars
Untitled
หลังจากแจ้งเกิดในซอยนานา เยาวราช ด้วย 4 บาร์ดังอย่าง Teens of Thailand, Asia Today, Tax และ Independence และปักหลักเป็นเจ้าถิ่นอยู่นานถึง 7 ปี ตอนนี้ Yolo Group ขอมาประกาศศักดาบนทำเลใหม่ในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อกับบาร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Untitled
ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 10 ตรงข้ามกับ Donki Mall เกือบทะลุไปถึงเอกมัย (สุขุมวิท 63) เป็นที่มาของการตกแต่งหน้าร้านแบบตะโกนเพื่อให้คนที่ผ่านไปมารู้ว่า “ฉันอยู่นี่” แต่ในความตะโกนนั้นก็บอกไม่ได้บอกชัดซะทีเดียวว่าฉันคือบาร์นะ เพราะถ้าเอาตามที่ป้ายไฟขนาดใหญ่นับสิบป้ายที่หน้าร้านบอก เป็นใครก็คงเข้าใจว่าที่นี่คือ “โรงรับจำนำ” จนกว่าจะได้เข้ามาข้างในนั่นแหละถึงจะรู้
นั่นคือความคอนทราสต์แรกซึ่ง ‘กันต์ ลีฬหะสุวรรณ’ ผู้ออกแบบและตกแต่งร้านตั้งใจเล่นกับเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" เพราะโรงรับจำนำคือที่พึ่งของคนทำงานหาเช้ากินค่ำส่วนคนรวยๆ คงไม่มีเหตุผลให้เดินเข้าไปในนั้น แต่หลังป้ายโรงรับจำนำแห่งนี้กลับเป็นบาร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแบบที่คนรวยๆ ชอบเข้าไปนั่งเสพสุข จุดเด่นที่เราแทบละสายตาไม่ได้เลยก็คือ infinity roof–ท่อเหล็กเคลือบสีทองแดงถูกดัดเป็นเส้นโค้งเชื่อมกันทั้งร้าน คล้ายๆ ซุ้ม ถือเป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่ทำให้ภายในร้านสวยตาแตกไปเลย
ความคอนทราสต์ยังถูกต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มที่ออกแบบโดย 'ณิกษ์ อนุมานราชธน' และ 'อรรถพร เดอ-ซิลวา' ในคอนเซ็ปต์ Exotic Ingredient & Unheard of Combination หรือการจับคู่วัตุดิบที่หลากหลายและดูเหมือนจะไม่เข้ากันให้ออกมาดื่มสนุกลงตัว เราลองชิมมา 3 แก้ว (จาก 6 แก้ว) ดังนี้
Cacti (420 บาท) ค็อกเทลกึ่งรีเฟรชชิ่งที่มีสัดส่วนของแอลกอฮอล์และจูซเท่าๆ กัน เป็นแก้วที่ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ชัด ส่วนผสมหลักคือเตกีลากับ Prickly Pear – ลูกของต้นกระบองเพชร และเมล่อน ตกแต่งด้วยกระบองเพชรที่ผ่านกระบวนการดองแบบคอมเพรส
My Ghee My Choice (400 บาท) แก้วนี้เบสด้วยจิน ผสมกับมาเดราหรือฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกสที่มีรสชาติคล้ายลูกเกด มีความสดชื่น มีรสเปรี้ยวจากโยเกิร์ตและท็อปด้วยโฟมที่ทำจากเคิร์ดของโยเกิร์ตตีรวมกับกีหรือเนยใส แทนการใช้ไข่ขาว–ที่ใครๆ ก็ใช้กัน
ISSA PLANT (420 บาท) ซิกเนเจอร์ค็อกเทลสไตล์ Spirit-forward แก้วเดียวในร้าน ณ ตอนนี้ เบสด้วยไรย์วิสกี้ ผสมกับเชอร์รี่และหญ้าแฝกหอม ตกแต่งด้วยราสป์เบอร์รี่ ชื่อของแก้วนี้มาจากคำว่า It’s a plant ซึ่งมาจากส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Vetiver หรือ หญ้าแฝกหอม เครื่องหอมจากอินเดียที่นิยมในอุตสาหกรรมน้ำหอมช่วงปีสองปีที่ผ่านมา แต่ทางร้านนำมาใช้ในการทำค็อกเทล แก้วนี้จะเข้มในจิบแรกแต่ถ้าอยากให้ดื่มง่ายขึ้นต้องทิ้งไว้สักพัก แล้วจะมีความฟรุ้ตตี้ชัดขึ้นแต่ไม่เยอะมาก
ด้านดนตรีทางร้านได้ ‘เอกพจน์ ชูเชิดเกียรติสกุล’ หรือ DJ Ekception มาดูแลให้ในฐานะ Music Director โดยดนตรีของที่ร้านจะเป็นแนว Hiphop & Open Format กับไลน์อัปดีเจแถวหน้าของเมืองไทย และแต่ละเดือนก็จะมีอีเวนต์แนวเพลงอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสัน เช่น House, Techno หรือ Drum & Bass สามารถอัปเดตไลน์อัปของดีเจในแต่ละเดือนได้ในทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Untitled

Bars
Racing 76
บาร์น้องใหม่จากเครือ Greyhound ที่อยากนำเสนอแบรนด์ในมุมใหม่ๆ นอกเหนือจากแฟชั่นและอาหาร และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ชายมากขึ้น สุดท้ายเลยมาลงตัวที่การเปิดบาร์สไตล์ Racing Club บรรยากาศสบายๆ ที่ยังคงมีเรื่องของแฟชั่นซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์แทรกอยู่ในการตกแต่งร้านด้วย ส่วนค็อกเทลที่นี่จะเน้นดื่มง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยนำศัพท์ในวงการแข่งรถมาตั้งชื่อเป็นค็อกเทล และมีอาหารเสิร์ฟด้วยซึ่งเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนที่ Greyhound Cafe แน่นอน เพราะต้องการแยกชัดเจนระหว่างร้านอาหารและบาร์

Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ #FindTheLockerRoom บาร์ลับหลังห้องล็อกเกอร์อายุ 5 ปีที่ตอนนี้ย้ายจาก Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 มาอยู่ในตึกแถวระหว่างซอยทองหล่อ 12-14
ไม่ได้ย้ายโลเคชั่นใหม่อย่างเดียว ตอนนี้ทางร้านปล่อยเมนูใหม่ออกมาด้วย ก่อนหน้านี้เมนูเครื่องดื่มที่ร้านจะใช้คอนเซ็ปต์ Past - Present - Future ตีความค็อกเทลในรูปแบบของช่วงเวลาโดย Past คือคลาสสิกค็อกเทล Present คือการนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์และ Future คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนเมนูใหม่มาในคอนเซ็ปต์ Time Capsule ยังคงเล่นกับเรื่องของช่วงเวลาเหมือนเดิม แต่รอบนี้ทุกอย่างจะอยู่ในส่วนของ ‘อดีต’
Time Capsules Menu Vol.1 พาเรากลับสู่ยุค 60’s - 80’s ผ่านค็อกเทล 9 แก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่น ของเล่น และดนตรีในแต่ละยุค เราเริ่มออกเดินทางจากยุค 60’s ด้วย Strawberry Fields (490 บาท) ที่หยิบเอาเพลงชื่อเดียวกันของวง The Beatles มาชงเป็นค็อกเทล ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งจากชีวิตวัยเด็กของ จอห์น เลนนอน และเป็นเพลงสุดท้ายที่เขาแต่ง
Strawberry Fields จึงเป็นค็อกเทลติดหวาน มีความครีมมี่ ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักๆ คือจินกับโฮมเมดมิกซ์เบอร์รี่ที่ทำจากมะเขือเทศ ราสป์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่และเครื่องเทศอีกหลายอย่าง รวมๆ แล้วทำให้แก้วนี้มีรสชาติคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทั้งที่ไม่มีสตรอว์เบอร์รี่เป็นส่วนผสม
สุ่ยุค 70’s เราสั่ง Who wears short shorts? (460 บาท) ค็อกเทล 3 สี 3 เลเยอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกางเกงขาสั้นหลากสี แฟชั่นของสาวๆ ในยุคนั้น โดยสีส้มคือตัวแทนของสาวสดใส น่ารัก มีส่วนผสมของจิน น้ำสับปะรด เครื่องเทศ แครอทและเลมอน สีเขียวเปรียบเป็นผู้หญิงหวานๆ มีมิโดริอินฟิวส์ใบเตยผสมกับมินต์ ส่วนสีแดงคือสาวแซ่บ ทำจากคัมพารีผสมแตงโม น้ำมะเขือเทศและซอสทาบาสโก้ แก้วนี้แนะนำให้จิบก่อนแล้วใช้นิ้วคนให้แต่ละเลเยอร์เข้ากันแล้วค่อยจิบอีกรอบ
แก้วต่อมาคือ Magic F8 (460 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Magic 8 Ball หรือลูกบอลทำนาย ของเล่นยอดนิยมจากยุค 80’s แก้วนี้เลยมีอะไรสนุกๆ ให้เล่น โดยในแก้วจะมีกระดาษที่ทำจากวาฟเฟิลในนั้นจะมีคำตอบอยู่ ให้เราคิดคำถามในหัวก่อนแล้วค่อยดูว่าคำตอบคืออะไร ส่วนผสมหลักๆ ของแก้วนี้คือเอจด์รัม เฉาก๊วย มิลก์พันช์ที่ทำจากนม ไซรัปข้าวหอมมะลิและมะพร้าว ออนท็อปด้วยวุ้นใบเตยอัญชัญ
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบอกว่าสิ่งที่ดีงามไม่แพ้ค็อกเทลเลยก็คือติ่มซำ ใครไปแบบหิวๆ แนะนำให้สั่งมารองท้องเลย เราสั่งขนมจีบกุ้งกับไก่แช่เหล้าไปอร่อยใช้ได้เลย
#FindTheLockerRoom เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Bars
Falcon Secret Bar
ตอนที่ร้าน Marie Guimar (มารี กีร์มาร์) ร้านอาหารไทยบนชั้น 28 ของโรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดใหม่ๆ เราก็ได้ยินว่าเขาจะมีบาร์อีกหนึ่งแห่งตามมาอยู่ชั้นบนซึ่งเป็นบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก พระยาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน สามีของมารี กีร์มาร์
.
เรากำลังพูดถึง Falcon Secret Bar สกายบาร์ที่ตกแต่งด้วยสไตล์ตะวันตกแต่ก็มีกลิ่นไทยๆ แซมอยู่ในรายละเอียดเพื่อสะท้อนตัวตนของฟอลคอนที่แม้จะเป็นคนต่างชาติแต่ก็ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไทยได้จนได้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
.
แต่ที่กินขาดเห็นจะเป็นวิวเมืองบนชั้น 34 ที่ตั้งของร้านที่ไม่ว่าจะมาตอนยังมีแสงแดดอ่อนๆ หรือมาตอนฟ้ามืดแล้วก็สวย หรือจะไปตอนฝนตกอย่างเราก็ยังสวย
.
ทำไมต้องเป็น Secret Bar? ทางร้านบอกว่าจริงๆ ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยพูดถึงการดื่มสังสรรค์ของฟอลคอนไว้หรอก แต่ด้วยความที่ฟอลคอนเป็นคนที่มีเพื่อนทั้งคนไทยและต่างชาติ ทั้งยังมีบุคลิกเป็นคนเจ้าเสน่ห์ เป็นผู้ชายขี้เล่น มีความสุนทรีย์ ก็เป็นไปได้ว่าฟอลคอนจะมีห้องลับไว้ต้อนรับแขก
.
ค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ร้านจะมีทั้งหมด 9 แก้ว แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตฟอลคอนและแต่ละช่วงเวลาก็จะเล่าเรื่องราวผ่านค็อกเทล 3 แก้ว ได้แก่ 1675-1680 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกๆ ที่ฟอลคอนเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา เราเลือกชิม The Royal (890 บาท) ค็อกเทลที่แสดงถึงคุณความดีที่ฟอลคอนสร้างให้กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังรุ่งเรืองโดยเฉพาะฝรั่งเศสกับอิหร่าน แก้วนี้จึงมีส่วนผสมทั้งจากฝรั่งเศสกับอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นคอนญัค แซฟฟรอน และ green chartreuse
.
ต่อมาคือช่วงปี 1680-1682 เป็นช่วงปีที่ฟอลคอนได้พบรักกับมารี กีร์มาร์ ค็อกเทลก็จะมีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาดีๆ ทั้งสองคน เราสั่งแก้วที่เป็นตัวแทนของมารี กีร์มาร์ อย่าง Maria Guyomar De Pinha (420 บาท) (ชื่อเต็มของมารี กีร์มาร์) ซึ่งเป็นลูกครึ่งตะวันตกตะวันออกและมีเชื้อสายญี่ปุ่นด้วย แก้วนี้นอกจากจินแล้วก็เลยมีมิโดริส่วนผสมที่มีความเป็นญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามาด้วย
.
สุดท้ายคือช่วง 1682-1688 เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตฟอลคอน ค็อกเทลแต่ละแก้วก็จะเป็นตัวบ่งบอกตัวตนในประวัติศาสตร์ของฟอลคอน เช่น Life Path (390) ได้แรงบันดาลใจจากเส้นทางชีวิตฟอลคอนที่เคยเป็นพ่อค้านั่งเรือไปตามประเทศต่างๆ แก้วนี้เลยมีส่วนผสมที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น รัมขาว มะขาม อัลมอนด์
.
หลายคนอาจคุ้นเคยการจิบค็อกเทลเคล้ากับดนตรีแจ๊ส แต่ที่ Falcon Secret Bar จะขับกล่อมทุกคนด้วยดนตรีโซลสดๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลบาร์เพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ
.
Falcon Secret Bar ตั้งอยู่บนชั้น 34 โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป

Bars
Independence Bar
ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินว่า Yolo Group เปิดบาร์ใหม่เพราะแต่ละร้านจะมาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจเสมอและบางครั้งก็แสบเอาเรื่อง อย่างร้าน Tax ที่เปิดมาเพื่อฟาดกลับเรื่องการเสียภาษีโดยไร้ประโยชน์ (อ่านรีวิว Tax ได้ที่ https://www.timeout.com/bangkok/th/bars/tax) หรือ Asia Today ที่พิสูจน์แล้วว่าวัตถุดิบท้องถิ่นก็สามารถพาชื่อบาร์ไทยไปอยู่บนลิสต์ Asia’s 50 Best Bars 2022 ได้ (อันดับที่ 43) ส่วนร้านที่เราจะพูดถึงวันนี้คือ Independence บาร์ลำดับที่ 4 ของเครือ Yolo Group ที่เปิดให้บริการได้สักพักแล้ว
Independence ตั้งอยู่ด้านล่างร้าน Tax ดูด้วยตาก็รู้ว่าที่นี่ใหญ่กว่า 3 ร้านแรกพอสมควร ประตูสีดำบานใหญ่ ผนังลายกราฟฟิตี้ เบาะหนังสีเขียวน้ำทะเล เก้าอี้ไม้ที่ดูนั่งสบาย และบรรยากาศสบายๆ ของร้านคือองค์ประกอบที่รวมกันแล้วเราสามารถเรียกที่นี่ได้ว่า Proper dive bar หรือบาร์ที่ทุกคนสามารถแวะเข้ามาได้นั่งทุกโอกาส สนุกสนานเฮฮา เสียงดังได้ (เล็กน้อย) ร้องเพลงตามได้โดยไม่ต้องเขิน ปล่อยจอยได้มากกว่าค็อกเทลบาร์ทั่วไป ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตั้งชื่อร้านว่า Independence
‘พี่บึ้ก-อรรถพร เดอซิลวา’ Group Beverage Director ของ Yolo Group บอกว่า ค็อกเทลที่ร้านจะไม่มีซับซ้อน มือใหม่ก็เข้าใจได้ง่ายๆ เน้นใช้ไวน์เป็นเบสโดยเลือกจากสิ่งที่ตัวเองชอบซึ่งส่วนมากจะเป็นเนเชอรัลไวน์ ไม่ค่อยมีไวน์โลกเก่า ถ้าเป็นสปาร์กลิงไลน์ก็จะไม่มีโพรเซ็กโกหรือแชมเปญเลย แต่จะใช้เป็น Pét-nat (Pétillant Naturel) ซึ่งเป็นสปาร์กลิงไวน์แบบใหม่ที่มีความเนเชอรัลสูง
แก้วที่เราลองคือ Madeira tonic (360 บาท) แก้วนี้ใช้ Barbeito Madeira 5 YO ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกส ผสมกับน้ำผึ้งป่าและโทนิก PX Americano (360 บาท) ใช้ Equipo navazos casa del inca PX ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนที่มีความหวานเข้มข้น นุ่ม ลึก เหมือนองุ่นตากแห้งนานๆ คาแร็กเตอร์ซับซ้อน ผสมกับ sacred rosehip cup บิตเทอร์ที่มีความขมฝาดเล็กน้อย หวานอ่อนๆ พร้อมกลิ่นเปลือกไม้โทนคาเคา เป็นเดย์ดริงก์ที่ดี ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ไม่เยอะ
สุดท้ายคือ PX Old-Fashioned (400 บาท) ทวิสต์มากจาก Old fashion คลาสสิกค็อกเทลแก้วโปรดของหลายคน โดยใช้ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนตัวเดียวกับที่ใช้ในแก้วก่อนหน้า ซึ่งนอกจากจะให้ความหวานที่มีคาแร็กเตอร์นุ่มลึกแล้วยังช่วยชูเบอร์เบินในแก้วนี้ให้โดดเด่นขึ้นอีกด้วย
ถ้ามาเป็นกลุ่มแล้วอยากเปิดไวน์เป็นขวดก็ได้เหมือนหรืออยากจิบเบียร์ง่ายๆ ที่นี่ก็ยินดีบริการโดยจะเสิร์ฟเบียร์จาก local brewery เป็นหลักและในอนาคตก็จะมีสาเกเพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก
Independence Bar อยู่ที่ถนนไม่ตรีจิตต์ (ด้านล่างร้าน Tax) ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 19:00 เป็นต้นไป
รีวิวบาร์ล่าสุดในกรุงเทพฯ
Bars
ALE HOUSE Riverside Bar
หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากสปอร์ตบาร์ในเมืองมานั่งเชียร์ฟุตบอลริมแม่น้ำ ALE HOUSE Riverside Bar ที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ...
Bars
Soulmate Listening Bar
บาร์แผ่นเสียงในซอยลาดพร้าว 41 ที่รีโนเวตบ้านหลังเก่าให้กลายเป็นพื้นที่ฟังเพลงบรรยากาศอบอุ่น ตกแต่งด้วยงานไม้ในสไตล์โฮมมี่...
Bars
Alonetogether Bangkok
บาร์แจ๊สที่ผสานเสน่ห์ของเสียงดนตรีและบรรยากาศคลาสสิกเข้าด้วยกัน ภายในร้านโดดเด่นด้วยเคาน์เตอร์บาร์ยาว แสงไฟสีน้ำตาลทองสลัว และเฟอร์นิเจอร์วินเทจ...
Bars
G.O.R. House
บาร์แผ่นเสียงที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงเป็นหัวใจหลัก ด้วยระบบเสียงจากทีม AudioGears และลำโพง Funktion-One ที่ออกแบบและติดตั้งเพื่อการฟังเพลงโดยเฉพาะ...
Bars
Sober Record Bar
บาร์แผ่นเสียงบนชั้น 3 ที่ครบทั้งเรื่องบรรยากาศ เสียงเพลง และเครื่องดื่ม ตั้งอยู่ในโรงแรม Merchant’s Gate Songwat...
Bars
Modern-Day Culture
ร้านที่เกิดจากความหลงใหลในแผ่นเสียงของกลุ่มเพื่อนที่สะสมไวนิลมานานมากกว่า 20 ปี และตั้งใจสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนมองว่าแผ่นเสียงไม่ใช่เรื่องของอดีต...
การโฆษณา











