
Time Out กรุงเทพฯ
เอดิชันภาษาไทยของมีเดียแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัปเดตไลฟ์สไตล์คนเมืองมาตั้งแต่ปี 1968
อัปเดตข่าวล่าสุดจาก Time Out กรุงเทพฯ

มีบางความทรงจำที่ดิจิทัลไม่อาจทดแทนได้ เช่นเสียงชัตเตอร์ของกล้องฟิล์ม การรอคอยให้ภาพค่อยๆ ปรากฏบนแผ่นกระดาษ หรือสีสันที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่กลับงดงามอย่างน่าประหลาด และเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่จริง
ต้นเดือนสิงหาคมนี้ ย่านทรงวาดชวนทุกคนกลับไปสัมผัสเสน่ห์ของวันวานในงาน Songwat Film Day Craft & Indie Market ที่จะเปลี่ยนตรอกประตู 100 ปีให้กลายเป็นพื้นที่ซึ่งความคลาสสิกเดินเคียงข้างวิถีชีวิตร่วมสมัย วันที่ 4-12 สิงหาคมนี้ ท่ามกลางโกดังเก่าและลมแม่น้ำเจ้าพระยา เรื่องราวของย่านประวัติศาสตร์จะค่อยๆ ถูกบันทึกผ่านเลนส์ฟิล์ม รอยยิ้มของผู้คน และรายละเอียดเล็กน้อยที่บางครั้งเรามักเดินผ่านโดยไม่ทันสังเกต
View this post on Instagram
A post shared by Outdoor Bkk time Line @Outdoor999ร้านค้า นักช็อป (@outdoor_bkk_time)
ภายในงานรวมร้านค้าสำหรับคนรักของวินเทจและงานสร้างสรรค์ไว้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นกล้องฟิล์มและอุปกรณ์ถ่ายภาพ งานคราฟต์ทำมือ แผ่นไวนิลที่ยังคงหมุนบรรเลงเรื่องราวของวันเก่า รวมถึงเครื่องดื่มคราฟต์และไวน์ให้แวะนั่งพัก ปล่อยให้บทสนทนาและเสียงเพลงค่อยๆ ละลายไปกับบรรยากาศของย่านริมน้ำ
และยังเลือกใช้เวลาอย่างไม่เร่งรีบ เก็บความทรงจำด้วยฟิล์มแทนหน้าจอ และเดินหลงทางในตรอกเล็กๆ เพื่อค้นพบเรื่องราวใหม่อยู่เสมอ
Photograph: outdoor_bkk_timeBangkok
หากกำลังมองหาสุดสัปดาห์ที่เดินช้าลงอีกนิด ลองพกกล้องตัวโปรดติดมือ แล้วปล่อยให้แสง เงา และกลิ่นอายของทรงวาดบันทึกความทรงจำบทใหม่ไปพร้อมกัน
ที่ ตรอกประตู 100 ปีทรงวาด โซนโกดังริมน้ำ ตรงข้าม Adidas วันที่ 4-12 สิงหาคม เวลา 10.00-20.00 น. เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
ชมรอบชิงชนะเลิศ FIFA World Cup 2026 บนจอยักษ์ฟรีที่สวนรถไฟ 20 กรกฎาคมนี้
ใครพลาดครั้งที่แล้วไม่ต้องเสียใจ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้าย
JAS และ Monomax จัดงาน ‘FIFA World Cup 2026: One Night One Champion’ ชวนแฟนบอลมาร่วมชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ ถ่ายทอดสดฟรีผ่านจอ LED ขนาดยักษ์ ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) โดยพื้นที่กิจกรรมจะเปิดให้เข้าตั้งแต่เวลา 23.30 น. ของวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม และเกมจะเริ่มคิกออฟเวลา 02.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม เตรียมงีบเก็บแรงไว้ได้เลย
Photograph: JAS GroupBangkok
หากใครยังจำบรรยากาศของการถ่ายทอดสดครั้งก่อนเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมได้ ก็คงนึกภาพออกว่าผู้คนหลั่งไหลมาปูเสื่อนั่งบนสนามหญ้า นำเก้าอี้แคมป์ เครื่องดื่ม และเสียงเชียร์มารวมกันใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน เพื่อจับจ้องไปยังจอเดียวกัน ร่วมลุ้นทุกจังหวะของเกมอย่างพร้อมเพรียง
Photograph: JAS GroupBangkok
ภายในงานจัดเต็มทั้งจอ LED ขนาดใหญ่ ระบบแสง สี เสียง ที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้เหมือนนั่งอยู่ในสนามแข่งขันจริง นอกจากนี้ยังมีช่วง Pre-Match Talk ที่เหล่ากูรูฟุตบอลจะมาร่วมวิเคราะห์เกมก่อนเริ่มการแข่งขัน พร้อมการพากย์สดตลอดทั้งแมตช์ ให้แฟนบอลไม่พลาดทุกจังหวะสำคัญ
สิ่งที่ควรรู้
สถานที่: ลานกิจกรรม สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)
วันและเวลา: ประตูเปิด 23.30 น. วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม / คิกออฟ 02.00 น. วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม
ค่าเข้าชม: ฟรี
ทางเข้า: เข้าได้ทาง ประตู 3 เท่านั้น
สิ่งที่ควรนำมา: เก้าอี้สนาม เสื่อปิกนิก และน้ำดื่ม
ข้อห้าม: ไม่อนุญาตให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าภายในงาน
งานเข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้เข้าร่วมทุกคนต้องผ่าน ประตู 3 ของสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เพื่อเข้าสู่พื้นที่กิจกรรม

Things to do
จากหนังดิสโก้ระดับตำนาน สู่งานเต้นรำ ณ ศาลาเสน่หา สุดสัปดาห์นี้
ขยับร่างกายไปพร้อมกับจังหวะดิสโก้ การจัดฟลอร์เต้นรำหลังการฉายจึงเป็นการคืนชีวิตให้กับหนังเรื่องนี้อีกครั้ง เหมือนพาผู้ชมย้อนกลับไปยังคืนวันเสาร์ที่นิวยอร์กในปี 1977 ที่เสียงเพลงของ Bee Gees ทำให้ทั้งเมืองเชื่อว่าการเต้นรำอาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้ วันนี้เรื่องราวนั้นกำลังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งที่ ศาลาเสน่หา ซึ่งจะเนรมิตพื้นที่แสนโรแมนติกให้กลายเป็นฟลอร์ดิสโก้สำหรับค่ำคืนพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองภาพยนตร์เรื่อง Saturday Night Fever
View this post on Instagram
A post shared by Sala Saneha | ศาลาเสน่หา (@sala.saneha)
ปล่อยตัว ปล่อยใจ เต้นรำ จิบไวน์ และส่ายสะโพกไปกับจังหวะดิสโก้ตลอดทั้งคืน พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ ป๋าเต็ด และ เอก ชูเชิดเกียรติกุล ที่จะผลัดกันขึ้นรับหน้าที่ดีเจ เติมบรรยากาศให้ค่ำคืนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายยุค ’70s แน่นอนว่า Dress Code ก็หนีไม่พ้นธีมดิสโก้ ไม่ว่าจะเป็นเลื่อม กลิตเตอร์ กางเกงขาบาน หรือเสื้อเชิ้ตคอปกใหญ่ หยิบลุคที่คุณมั่นใจที่สุดมาอวดกันได้เต็มที่
Photograph: Sala SanehaBangkok
การฉายหนังอย่างเดียว ผู้ชมอาจแค่รับสาร แต่เมื่อมีฟลอร์เต้นรำ ทุกคนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว นี่คือคือเรื่องราวของการค้นหาอิสรภาพผ่านจังหวะดนตรี การเปิดฟลอร์หลังการฉายจึงเป็นการเชื้อเชิญให้ผู้ชมก้าวออกจากที่นั่ง และสัมผัสจิตวิญญาณของยุคดิสโก้ด้วยร่างกายของตัวเอง ราวกับได้ก้าวเข้าไปอยู่ในค่ำคืนวันเสาร์ของ Tony Manero ที่ครั้งหนึ่งเคยเปลี่ยนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมป๊อปไปตลอดกาล
ใครที่พร้อมเปลี่ยนคืนวันเสาร์ธรรมดาให้กลายเป็นค่ำคืนแห่งเสียงเพลงและแสงไฟ ที่ ศาลาเสน่หา ในวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 ค่าเข้าร่วมงาน 300 บาท

Things to do
กลับมาตามคำเรียกร้องออกไป ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยอะไรเลย’ ด้วยกันอีกครั้ง 1 ส.ค. นี้
บอกเราหน่อย... ครั้งที่แล้วคุณได้ไปร่วมงานนี้ไหม แล้ว 30 นาทีที่ไม่ทำอะไรเลย เป็นยังไงบ้าง?
หลังจากที่มีผู้คนหลายร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อ ‘นั่งเฉยๆ’ ด้วยกัน อีเวนต์ ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยอะไรเลย’ กำลังกลับมาอีกครั้งในวันที่ 1 สิงหาคม เวลา 17.00-18.00 น. ที่ โซนอัฒจันทร์กลาง สวนป่าเบญจกิติ ถ้าคุณเคยมาครั้งแรก ก็คงพอรู้แล้วว่ากติกาของงานนี้ง่ายแค่ไหน
ส่วนใครที่ยังไม่เคยมา นี่คือสิ่งที่จะได้เจอ คุณมีเวลา 30 นาที ไม่มีหนังสือให้อ่าน ไม่มีโทรศัพท์ให้ไถ ไม่มีเพลงให้ฟัง ไม่มีบทสนทนาให้ชวนคุย และไม่มีอะไรให้เช็กอิน สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ นั่งนิ่งๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย ฟังดูง่าย แต่พอลองทำจริง หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายากกว่าที่คิด
Photograph: Lalitphat BumrungkarnBenjakitti Park
ช่วงเย็นของสวนป่าเบญจกิติยังคงคึกคักเหมือนทุกวัน นักวิ่งวิ่งรอบบึง คนออกกำลังกายเปิดเพลงเต้นแอโรบิก ตัวเงินตัวทองเดินอาบแดดอยู่ตามแนวป่าชุ่มน้ำ แต่ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทั้งหมด จะมีกลุ่มคนจำนวนมากที่เลือกนั่งเงียบๆ อยู่ด้วยกัน ภาพนั้นดูแปลกตาไปเล็กน้อย เพราะมันเหมือนมีใครมากดปุ่มพอสไว้ชั่วคราว ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหยุดวิ่ง
ถ้านั่งไปสักพักแล้วเริ่มเมื่อย จะเอนตัวลงนอน มองเมฆ ปล่อยใจลอย งีบสั้นๆ หรือนั่งสมาธิก็ได้ ไม่มีใครคอยตัดสินว่าคุณกำลังทำถูกหรือผิด ขอแค่ไม่ไปรบกวนผู้ใช้สวนคนอื่นก็พอ และถ้าความเงียบเริ่มทำให้รู้สึกอึดอัดจนไม่อยากนั่งต่อ ก็สามารถลุกเดินออกไปได้เลย เพราะงานนี้ไม่มีอะไรให้ต้องแข่งกับใคร
Photograph: Lalitphat BumrungkarnBenjakitti Park
เมื่อครบ 30 นาที คุณจะเลือกทำอะไรก็ได้ จะนั่งต่อ เดินกลับบ้าน หรือหันไปชวนคนข้างๆ คุยก็ได้ หากอยากทำความรู้จักกันต่อ ทางผู้จัดชวนให้รวมกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 3-5 คน แล้วผลัดกันตอบคำถามง่ายๆ อย่าง ‘ทำไมวันนี้ถึงเลือกมานั่งเฉยๆ?’ หรือ ‘30 นาทีที่ผ่านมา มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณบ้าง?’ เล่าเท่าที่อยากเล่า รับฟังกันโดยไม่ตัดสิน และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูดอย่างเท่าๆ กัน เพราะบางที บทสนทนาที่ดีที่สุด ก็อาจเริ่มต้นจากช่วงเวลาที่ไม่มีใครพูดอะไรเลยก็ได้
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไป
วันและเวลา: 1 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00–18.00 น.
สถานที่: อัฒจันทร์กลาง สวนลุมพินี (หมายเหตุ: ย้ายพิกัดจากสวนเบญจกิติมาที่สวนลุมพินี)
กติกาข้อเดียว: นั่งนิ่งๆ ให้ครบ 30 นาที จะเลือกนั่งหรือนอนราบไปกับพื้นก็ได้แล้วแต่สะดวก
กฎของสวนสาธารณะ: ร่วมกันเคารพกฎและดูแลพื้นที่อย่างเคร่งครัด งดสูบบุหรี่, งดทิ้งขยะไม่เป็นที่, ห้ามเด็ดดอกไม้, ห้ามจุดไฟ, ห้ามบินโดรน, ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในโซนนี้, ห้ามพกพาอาวุธ, ห้ามนำยานพาหนะเข้า และห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สิ่งที่ต้องเตรียมมา: เสื่อหรือผ้าปูสำหรับนั่งปิคนิค, เก้าอี้สนามพับได้, ร่ม (เผื่อฝนตก) และเครื่องดื่มส่วนตัว เนื่องจากรอบๆ บริเวณอัฒจันทร์ไม่มีร้านค้าจำหน่ายน้ำดื่ม (และย้ำอีกครั้งว่า ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเด็ดขาด)
ข้อแนะนำเพิ่มเติม: แนะนำให้ทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน เนื่องจากห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดอยู่ค่อนข้างห่างจากโซนอัฒจันทร์พอสมควร
จำไว้ว่าพวกเราทุกคนคือผู้มาเยือนที่ใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ไม่มีใครเข้ามาครอบครองหรือยึดพื้นที่นี้เป็นส่วนตัว เราแค่มาขอยืมสเปซตรงนี้เพื่อหยุดพักร่วมกันชั่วคราวเท่านั้นเอง

Things to do
บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนดูหนังคลาสสิกระดับตำนานด้วยกันอีกครั้งกับ โปรแกรม Sunday Cinema
ในวันที่การดูหนังมักเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวบนหน้าจอเล็ก Bangkok Kunsthalle กำลังชวนผู้คนกลับมานั่งในห้องมืดเดียวกันอีกครั้ง ผ่านโปรแกรมหนัง Sunday Cinema โปรแกรมฉายภาพยนตร์ตลอดครึ่งปีหลัง ซึ่งคัดสรรโดยภัณฑารักษ์ ‘โรซาเลีย น้ำใส เอ่งฉ้วน’ และจะจัดขึ้นทุกสองสัปดาห์ ณ Screening Room ของบางกอก คุนส์ฮาเลอ
โปรแกรมนี้รวบรวมภาพยนตร์จากหลากยุค หลายประเทศ และต่างขนบทางภาพยนตร์ ตั้งแต่หนังคลาสสิกไทย ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของโลก ไปจนถึงภาพยนตร์ร่วมสมัยที่ยังคงตั้งคำถามกับชีวิตและสังคมได้อย่างงดงาม แต่ละเรื่องเหมือนบทสนทนาที่เดินทางข้ามเวลา พาเราไปพบทั้งญี่ปุ่นหลังสงคราม ชนบทไทย ป่าแอมะซอน มองโกเลีย และอิตาลีร่วมสมัย
Photograph: Bangkok KunsthalleSamatcha Apaisuwan
โปรแกรมฉายภาพยนตร์ Sunday Cinema
19 กรกฎาคม — 2046
2 สิงหาคม — Fitzcarraldo
15 สิงหาคม — Drive My Car
30 สิงหาคม — ชั่วฟ้าดินสลาย (Forever Yours)
13 กันยายน — เพลงของข้าว (The Songs of Rice)
27 กันยายน — Shoplifters
16 ตุลาคม — Hiroshima Mon Amour
25 ตุลาคม — โรงแรม นรก (Country Hotel)
8 พฤศจิกายน — Johanna d’Arc of Mongolia
22 พฤศจิกายน — La Chimera
6 ธันวาคม — Perfect Days
20 ธันวาคม — สมิงบ้านไร่ (The Village Boss)
จากความรักที่ไม่อาจย้อนคืนใน 2046 ไปจนถึงความเงียบอันอ่อนโยนของ Perfect Days จากการเดินทางอันบ้าคลั่งใน Fitzcarraldo สู่สายสัมพันธ์ของผู้คนใน Shoplifters หนังแต่ละเรื่องต่างพูดถึงความทรงจำ การทำงาน การสูญเสีย การอพยพ และความฝันที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ หากเมื่อถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน กลับสะท้อนโลกปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด
Photograph: Bangkok KunsthalleSunday Movies
Sunday Cinema เข้าชมฟรี ทุกเรื่องเริ่มฉายเวลา 17.30 น. ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่าน Ticketmelon โดยที่นั่งมีจำนวนจำกัด และต้องแสดงหลักฐานการจองก่อนเข้าชมทุกครั้ง

Things to do
เตรียมออกไปเติมแรงบันดาลใจใน BKKIF 2026 เทศกาลภาพประกอบที่คนรักศิลปะห้ามพลาด 22-25 ต.ค. นี้
ก่อนที่ลายเส้นจะกลายเป็นหนังสือ ภาพโฆษณา คาแรกเตอร์ หรือแบรนด์ที่หลายคนจดจำ ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากไอเดียของนักวาด และหนึ่งในพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ไอเดียเหล่านั้นได้ถูกค้นพบ กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับ Bangkok Illustration Fair 2026 (BKKIF) อีเวนต์ใหญ่ประจำปีของคนรักภาพประกอบ ที่รวบรวมศิลปินนักวาดจากทั้งไทยและต่างประเทศมาไว้ในที่เดียว
โดย Bangkok Illustration Fair เป็นอีเวนต์ที่ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงผลงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปิน นักสร้างสรรค์ ภาคธุรกิจ และผู้ที่สนใจในวงการ Illustration ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ร่วมกัน
Photograph: BKKIFBangkok
ภายในงานจะได้พบกับผลงานของศิลปินหลากรุ่นและหลากสไตล์ ทั้งนักวาดหน้าใหม่และศิลปินที่มีชื่อเสียงจากหลายประเทศ พร้อมโอกาสเลือกซื้อผลงานและสินค้าจากเจ้าของผลงานโดยตรง
นอกจากโซนจัดแสดงและจำหน่ายผลงานแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป และการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้คนในแวดวงสร้างสรรค์ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้ทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ทำงานในสาย Illustration อยู่แล้ว ได้แลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และแรงบันดาลใจกลับไปต่อยอดผลงานของตัวเอง
และอีกหนึ่งจุดเด่นของอีเวนต์นี้ คือการเปิดโอกาสให้ศิลปินทุกคนได้เฉิดฉายในสายอาชีพมากยิ่งขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนจะได้รับพื้นที่แสดงพอร์ตโฟลิโอบนเว็บไซต์ BangkokIllustrationFair.com ไม่ว่าจะได้รับคัดเลือกให้ร่วมจัดแสดงในงานหรือไม่ก็ตาม ทำให้ผลงานสามารถเข้าถึงผู้ชมและผู้ว่าจ้างจากหลากหลายประเทศได้
Photograph: BKKIFBangkok
เช่นเดียวกับทุกปี BKKIF ยังเชิญนักวิจารณ์จากทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 50 คน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากสตูดิโอ สำนักพิมพ์ เอเจนซี แบรนด์ และองค์กรสร้างสรรค์ มาเยี่ยมชมผลงานทั้งในงานและบนเว็บไซต์ ก่อนมอบ รางวัลให้กับศิลปินที่พวกเขาสนใจอย่างน้อยหนึ่งราย ซึ่งหลายครั้งได้ต่อยอดไปสู่การร่วมงานจริงหลังอีเวนต์สิ้นสุด ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญสำหรับนักวาดที่ต้องการพาผลงานของตัวเองไปสู่เวทีที่กว้างขึ้น
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวาด นักออกแบบ คนทำงานสายครีเอทีฟ หรือเพียงแค่ชื่นชอบงานภาพประกอบ BKKIF 2026 เป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่ไม่ควรพลาด
ที่ centralwOrld PULSE ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิลด์ วันที่ 22-25 ตุลาคม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Illustration Fair

Things to do
ยกเชียงใหม่มาไว้ในกรุงเทพฯ กับซีรีส์ใหม่จาก Cloud 11 เริ่มต้นด้วย Toob North
Cloud 11 เปิดตัว ซีรีส์ใหม่ที่ชวนผู้คนออกเดินทางสำรวจ ‘รากเหง้า’ ของความคิดสร้างสรรค์ไทย ผ่านศิลปะ นิทรรศการ เวิร์กช็อป อาหาร งานคราฟต์ และบทสนทนากับนักสร้างสรรค์ตัวจริงจากแต่ละภูมิภาค เพื่อยืนยันว่า วัฒนธรรมร่วมสมัยของไทยเติบโตจากผืนดิน มือของผู้คน และวิถีชีวิตที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
View this post on Instagram
A post shared by KALM VILLAGE (@kalm_village)
บทแรกของซีรีส์เริ่มต้นด้วย Toob North: A Window into Mountain Life พาวัฒนธรรมล้านนาและเสน่ห์ของภาคเหนือมาเปิดหน้าต่างกลางกรุงเทพฯ บนชั้น 5 ของ Cloud 11 ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม – 30 สิงหาคม 2569 ราวกับยกเชียงใหม่มาไว้ใจกลางเมือง ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งกลิ่นอาหารเหนือ เสียงสนทนาจากชุมชน งานหัตถกรรมที่เกิดจากปลายนิ้ว และเครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่
Toob North ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Living Land ที่เชื่อมโยงผู้คนกับผืนดิน, Human Hand ที่เฉลิมฉลองฝีมือของช่างและนักสร้างสรรค์ และ Inner North ที่ชวนค้นหาความสงบภายใน ท่ามกลางการรวมตัวของเชฟ บาริสต้า บาร์เทนเดอร์ ช่างฝีมือ ศิลปิน นักบำบัด และเครือข่ายชุมชนจากทั่วภาคเหนือ ตั้งแต่ Toffee Roasters โรงคั่วกาแฟชื่อดังมากจากเชียงใหม่ ย่านเจริญเมือง ที่คอกาแฟสายสเปเชียลตี้รู้จักกันดี เด่นเรื่องเมล็ดกาแฟที่โปรไฟล์รสชาติดีเยี่ยม Jynn Coffee Roasters อีกหนึ่งโรงคั่วกาแฟคุณภาพที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่น โดดเด่นเรื่องการคัดสรรเมล็ดและคั่วกาแฟอย่างพิถีพิถัน Nomad Coffee ร้านกาแฟสายอินดี้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
Photograph: kintaamToob North
kintaam แบรนด์ไอศกรีมแซนด์วิชสุดฮิปจากเชียงใหม่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการจับคู่รสชาติไอศกรีมแบบโฮมเมดกับคุกกี้ได้อย่างสร้างสรรค์ Khom Chocolatier ร้านคราฟต์ช็อกโกแลตที่ดึงรสชาติของเมล็ดโกโก้ไทยออกมาได้อย่างมีมิติ North Country ร้านไอคอนิกแห่งใหม่ของชาวเชียงใหม่ กลางวันเป็นร้านกาแฟ และกลางคืนเป็นบาร์ Kalm Village คอมมูนิตี้สเปซในเมืองเก่าเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์รวมของศิลปะ วัฒนธรรม และงานคราฟต์ร่วมสมัย การันตีความเท่และมีสไตล์ และ Clayday Raku สตูดิโอเซรามิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยเทคนิคการเผาแบบรากุได้งานดินเผาที่มีลวดลายสวยงามและมีชิ้นเดียวในโลก และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
Photograph: north___countryToob North
บทสนทนาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เป็นการมองเห็นภาคเหนือในฐานะวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ และยังถูกสร้างขึ้นใหม่ทุกวันโดยผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นจริงๆ และในฤดูกาลนี้ เสียงจากดอยกำลังเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ พร้อมเชื้อเชิญให้ทุกคนแวะมาพบผู้สร้างสรรค์ ลิ้มรสเรื่องเล่า และค้นพบว่าความเหนือมีได้มากกว่าภาพจำที่คุ้นเคย
ที่ ชั้น 5, Cloud 11 ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม – 30 สิงหาคม 2569 เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
Doc Club & Friends เปิดพื้นที่ให้นักทำหนังอิสระฉายหนังฟรี เริ่มกันยายนนี้
ถ้ามีหนังที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่เคยมีโอกาสฉาย หรือกำลังมองหาโรงหนังที่จะพาผลงานของตัวเองไปเจอผู้ชมจริงๆ ข่าวนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะ Doc Club & Friends เปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ ‘Your Cinema Project’ ที่ตั้งใจมอบพื้นที่ให้คนทำหนังอิสระได้พาผลงานขึ้นจอ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป
หลังการกลับมาของ Doc Club บ้านหลังเดิมของคนรักหนังนอกกระแสในโลเคชันใหม่ที่ Cloud 11 และเริ่มจัดโปรแกรมฉายหนังอีกครั้งเมื่อช่วงต้นปี ล่าสุดพวกเขาขยายบทบาทจากผู้จัดฉาย มาเป็นพื้นที่สำหรับนักทำหนังอิสระที่อยากทดลองฉายผลงาน พบปะผู้ชม หรือจัดกิจกรรมพูดคุยหลังภาพยนตร์ด้วยตัวเอง
โปรเจกต์ ‘Your Cinema Project’ เปิดรับภาพยนตร์อิสระทุกประเภท ทั้งหนังสั้นและหนังยาว ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่ยังไม่เคยฉาย หรือเคยฉายมาแล้วก็สามารถส่งเข้าร่วมได้ โดยหนังที่ได้รับคัดเลือกจะเข้าฉายในรอบ 12.00-14.00 น. ของวันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน
ความน่าสนใจคือ ผู้สร้างสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดฉายฟรีหรือจำหน่ายบัตรเองก็ได้ โดยรายได้ทั้งหมดเป็นของเจ้าของผลงาน และทาง Doc Club & Friends จะช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้
สำหรับผู้ที่ส่งหนังสั้น หากมีหลายเรื่องสามารถส่งมาเป็นโปรแกรมเดียวกันได้ แต่หากมีเพียงเรื่องเดียว ทางผู้จัดอาจนำไปรวมกับผลงานของผู้กำกับคนอื่นเพื่อจัดเป็นโปรแกรมฉาย ขณะที่การคัดเลือกภาพยนตร์จะเป็นดุลยพินิจของทีม Doc Club & Friends จากข้อมูลที่ผู้สมัครส่งเข้ามา
ใครที่อยากเห็นหนังของตัวเองบนจอใหญ่ หรือกำลังมองหาพื้นที่ให้ผลงานได้ออกไปพบผู้ชม นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะบางครั้งสิ่งที่หนังอิสระต้องการที่สุด ไม่ใช่แค่โรงภาพยนตร์ แต่คือโอกาสที่จะได้มีคนดูจริงๆ
สำหรับนักทำหนักที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มสมัครส่งผลงานเข้าร่วม Your Cinema Project ได้ตั้งแต่วันนี้ (ที่นี่)

Art
MONA พิพิธภัณฑ์สุดขั้วจากแทสเมเนีย กำลังจะปักหมุดริมแม่น้ำเจ้าพระยาปี 2572
การประกาศความร่วมมือระหว่าง MONA (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากเกาะแทสเมเนีย ออสเตรเลีย กับ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชัน (AWC) ในการเตรียมสร้าง MONA Bangkok ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หมุดหมายสำคัญที่จะพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางศิลปวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครให้ก้าวสู่ระดับสากล
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2011 MONA ภายใต้การนำของ ‘เดวิด วอลช์’ ได้รับการยอมรับในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่ท้าทายกรอบคิด และปฏิวัติวงการศิลปะด้วยการนำเสนอที่ดุดัน แปลกใหม่ และชวนตั้งคำถามกับคุณค่าทางสังคม การที่เดวิดและทีมงานตัดสินใจเลือกกรุงเทพฯ เป็นบ้านหลังใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นศักยภาพและความพร้อมของเมืองหลวงแห่งนี้ ในฐานะจุดตัดทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยพลังและความหลากหลาย
Photograph: MONA Museum, TasmaniaJesse Hunniford
แสงสว่างริมสายน้ำ บทสนทนาบทใหม่ของศิลปะ
MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ MONA ไปสู่บริบทใหม่ เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ที่โฮบาร์ต ที่นี่จะนำเสนอผลงานของศิลปินชั้นนำระดับโลก พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเปิดบทสนทนาที่มีความหมายร่วมกับศิลปิน ผู้ชม และขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรมของไทย
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือแนวคิดหลักที่จะสำรวจประเด็นเรื่อง ‘แสง’ ที่สามารเป็นตัวแทนได้หลายความหมาย โดยแนวคิดนี้จะถูกนำมาตีความใหม่เพื่อสร้างบทสนทนาร่วมกับศิลปินและวัฒนธรรมไทย ซึ่งสิ่งนี้รู้สึกตอบรับและสะท้อนภาพได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ เมืองที่มีชีวิตชีวาทางวัฒนธรรมอันมั่งคั่งและมีประเพณีที่หยั่งรากลึก การผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณอันขบถและไร้กรอบของ MONA เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมอันจัดจ้านของไทย โดยมีฉากหลังเป็นแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ จึงเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง
Photograph: Six Degrees Architects + Leigh CarmichaelMONA (Museum of Old and New Art)
Photograph: Six Degrees Architects + Leigh CarmichaelMONA (Museum of Old and New Art)
แม้โครงการจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีกำหนดเปิดให้บริการที่แน่ชัด แต่การจับมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง AWC คือสัญญาณชัดเจนว่า กรุงเทพฯ กำลังจะยกระดับตัวเองจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป สู่การเป็น ‘ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยระดับโลก’ ที่นักเดินทางสายวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลกต้องมาเยือนในอนาคตอันใกล้

Travel
เพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก บาดเจ็บสาหัสอีกหลายราย
ก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 12 กรกฎาคม ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงขึ้นที่ร้านอาหารและสถานบันเทิงยามค่ำคืน ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก นับเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศ และถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จากรายงานเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อเช้าวันที่ 13 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที และจัดให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นระดับวิกฤตตามเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งหมายถึงเหตุฉุกเฉินขั้นวิกฤตที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและต้องได้รับการตอบสนองอย่างเร่งด่วน
ผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงโดยทันที ขณะที่ครอบครัวและญาติพี่น้องต่างเดินทางมายังจุดเกิดเหตุเพื่อตามหาญาติ หลายรายยังอยู่ระหว่างการยืนยันอัตลักษณ์
ตามรายงานของสื่อ นักดนตรีที่ทำการแสดงในคืนดังกล่าวให้ข้อมูลว่า ต้นเพลิงอาจเกิดจากป้ายไฟฟ้าเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ก่อนจะมีเสียงระเบิดตามมา ด้านนายกรัฐมนตรี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ในช่วงเช้ามืดของวันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) พร้อมระบุว่า ภายในสถานที่เกิดเหตุมีทางหนีไฟที่ไม่ชัดเจนและไม่สะดวกต่อการอพยพ
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านชีวิตยามค่ำคืนและย่านชุมชนอันคึกคักเกือบทุกเขต ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้และตรวจสอบปัจจัยที่นำไปสู่การสูญเสียครั้งใหญ่ เหตุการณ์นี้ก็ควรเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (BMA) เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และกำกับตรวจสอบให้สถานประกอบการต่างๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ พร้อมหวังว่าการสอบสวนจะดำเนินไปอย่างรอบด้าน และจะมีการนำมาตรการที่เหมาะสมมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต
การโฆษณา
อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจในกรุงเทพฯ

Things to do
กิจกรรมน่าทำในกรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้ (16-19 กรกฎาคม)
สุดสัปดาห์นี้ไม่มีเหงาแน่นอน เริ่มต้นความสนุกเอาใจคอคอนเสิร์ตและดนตรีจัดเต็มแบบเลือกไม่ถูก ไล่ตั้งแต่การฉลองครบรอบ 10 ปี บนเส้นทางดนตรีของศิลปินไทยระดับโลกอย่าง เตนล์ (TEN) ตามด้วยคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวแม่ดนตรีอินดี้ป็อป Mitski พร้อมการกลับมาขยับสเกลสู่อารีน่าของเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอต XG ดื่มด่ำซาวด์แจ๊สสุดล้ำจาก BADBADNOTGOOD สนุกไปกับคอนเสิร์ตของมือกีตาร์ระดับโลก Plini โชว์เพลงอนิเมะจาก Centimillimental ปาร์ตี้สุดป่วนของ bamm และคอนเสิร์ตมาราธอน 11 ชั่วโมงเต็มจาก Cat Radio
ขยับมาที่หมวดนิทรรศการและศิลปะ ชวนไปเดินทอดน่องเสพงานภาพพิมพ์นานาชาติ Maxnifier VI ที่พ็อปอัปมันมัน ศรีนครินทร์ หรือจะแวะไปจอยคอมมูนิตี้ศิลปินโลคอลชิลๆ ในงาน Muangthong Art Connect ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ปิดท้ายด้วย หมวดไลฟ์สไตล์ เทศกาลคราฟต์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ พลาดไม่ได้กับเทศกาลโคมไฟประจำปี Samyan Mitrtown Lantern Art Festival ที่เนรมิตสวนแห่งแสงโคมไฟอาร์ตกว่า 4,000 ดวง, งานสัมผัสกลิ่นอายล้านนาร่วมสมัย Toob North ที่ Cloud 11 และงานวิ่งสุดแฟนตาซี Disney Run Thailand ที่สะพานพระราม 8
บอกเลยว่ากรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้ครบรสและอัดแน่นไปด้วยความสนุกแบบเต็มขั้น

Things to do
อีเวนต์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้
เดือนกรกฎาคมคือช่วงที่กรุงเทพฯ เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว แต่ก็เป็นหนึ่งในเดือนที่ปฏิทินกิจกรรมทางวัฒนธรรมคึกคักที่สุดของปี ไม่ว่าคุณจะชอบฟังดนตรีสด ชมงานศิลปะร่วมสมัย ดูหนังอินดี้ หรือเดินเลือกซื้อหนังสือมือสอง เมืองนี้ก็มีเหตุผลมากมายให้คุณออกจากบ้าน
คนรักหนังสือไม่ควรพลาด Bangkok Book District Fest ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามย่านประวัติศาสตร์อย่างผ่านฟ้า ท่าเตียน และนางเลิ้ง ร้านหนังสืออิสระหลายแห่งจะเปิดต้อนรับนักอ่าน พร้อมกิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปตลอดทั้งวัน รวมถึงหนังสือที่หาไม่ได้ตามร้านเชนทั่วไป ส่วนคอหนังควรปักหมุด เทศกาลภาพยนตร์และสารคดีไต้หวัน ที่กลับมาพร้อมสารคดีและภาพยนตร์หาชมยาก ทั้งในกรุงเทพฯ และขอนแก่น
ริมแม่น้ำเจ้าพระยา Awakening Song Wat จะเปลี่ยนย่านการค้าเก่าแก่ให้กลายเป็นแกลเลอรีกลางแจ้งยามค่ำคืน ด้วยงานศิลปะแสง สี และดิจิทัลอาร์ตที่ซ่อนตัวอยู่ตามโกดัง อาคารพาณิชย์ และตรอกเล็กๆ ให้เดินสำรวจตลอดค่ำคืน
และเดือนนี้ก็ยังเป็นเดือนเกิดของใครๆ หลายคนรวมทั้ง House Samyan โรงหนังอิสระที่อยู่คู่คนกรุงเทพฯ มาแล้วสองทศวรรษ และพื้นที่ที่คนดนตรีหลงอย่าง Format Bkk ครบรอบ 1 ขวบเช่นเดียวกันพร้อมโชว์สุดพิเศษจาก Phum Viphurit
ด้านดนตรีก็ไม่น้อยหน้า Colorists Music Festival กลับมาพร้อมไลน์อัปที่รวมทั้งศิลปินอินดี้รุ่นใหญ่ ศิลปินอัลเทอร์เนทีฟหน้าใหม่ และวงที่ร้องตามได้ทั้งฮอลล์ ขณะที่ JUST KIDS เลือกจัดงานในบรรยากาศเล็กๆ โดยมีแรปเปอร์ดาวรุ่ง Zambug เป็นศิลปินหลัก พร้อมแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคอมมูนิตี้ของคนรักดนตรี
เดือนกรกฎาคมดูจะอัดแน่นไปด้วยกิจกรรม เตรียมร่มไว้หนึ่งคัน พกเงินสดไว้ซื้อหนังสือและของที่ระลึก แล้วเตรียมใช้ทุกสุดสัปดาห์ให้คุ้มที่สุด
หากอยากติดตามคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่าลืมเช็กคอนเสิร์ตอัปเดตประจำปี ที่อัปเดตรายชื่อโชว์ใหม่ๆ อยู่เสมอ
วางแผนทั้งเดือนของคุณล่วงหน้าด้วยลิสต์กิจกรรมที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ประจำเดือนกรกฎาคม

Things to do
Table talk in Bangkok (9 – 15 กรกฎาคม)
วงการอาหารในสัปดาห์นี้มาพร้อมกับการเฉลิมฉลองวันเกิด วัตถุดิบตามฤดูกาล และความแปลกใหม่ที่คาดไม่ถึง เริ่มกันที่ร้าน LARDER ฉลองครบรอบ 4 ปีด้วยการปัดฝุ่นโปรเจกต์ ‘KA NAP KI’ ซีรีส์ Chef Takeover ที่ดึงเอาร้านอาหารชื่อดังในกรุงเทพฯ มาร่วมแจมในห้องครัว ด้านห้องอาหาร Akira Back Bangkok ก็จัดเต็มกับทรัฟเฟิลฤดูร้อนจากฝรั่งเศสและอิตาลี ส่วนห้องอาหาร Summer Palace ขอส่งปลาเก๋าขึ้นแท่นเป็นพระเอกในคอร์สเมนูสไตล์กวางตุ้งขนานแท้ ย่านทรงวาดเองก็มีแหล่งแฮงเอาต์ชั้นบนแห่งใหม่อย่าง Ciao SongWat และปิดท้ายด้วยร้าน 25 Degrees ที่มอบ 2 เหตุผลพิเศษให้คนรักเบอร์เกอร์ต้องรีบไปลิ้มลอง กับเบอร์เกอร์เนื้อวากิวญี่ปุ่น A5 และเฮอร์ชีส์มิลก์เชกสุดเข้มข้น บอกเลยว่าตารางกินดื่มของคุณในสัปดาห์นี้อัดแน่นแน่นอน

Art
นิทรรศการศิลปะในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้
เผลอแป๊บเดียวก็เข้าเดือนกรกฎาคมเข้าไปแล้ว ในเดือนนี้กรุงเทพฯ ก็ยังคงเต็มไปด้วยสีสันของวงการศิลปะ กับนิทรรศการหลากหลายรูปแบบที่เปิดให้ผู้ชมได้ออกไปสำรวจไอเดีย มุมมอง และเรื่องราวใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย ป๊อปอาร์ต ไปจนถึงนิทรรศการเชิงอินเทอร์แอ็กทีฟที่ชวนให้มีส่วนร่วมกับผลงานมากกว่าการยืนชมเพียงเท่านั้น
ไม่ว่าคุณจะอยากใช้เวลาวันหยุดเดินเล่นในแกลเลอรี เติมแรงบันดาลใจ หรือทำความรู้จักศิลปินและผลงานสร้างสรรค์จากทั้งไทยและต่างประเทศ เดือนนี้ก็มีนิทรรศการน่าสนใจให้เลือกแวะชมตลอดทั้งเดือน
เราได้รวบรวมนิทรรศการศิลปะน่าไปในกรุงเทพฯ ประจำเดือนกรกฎาคมมาไว้ให้แล้ว เตรียมปักหมุดแล้วออกไปเสพศิลป์กันได้เลย
หากยังมองหากิจกรรมอื่นๆ สำหรับเดือนนี้ ลองแวะไปดูลิสต์ อีเวนต์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ ที่เราคัดมาไว้ให้แล้ว ทั้งคอนเสิร์ต เทศกาล และกิจกรรมสุดสัปดาห์ รับรองว่ามีอะไรให้ทำตลอดทั้งเดือนแบบไม่มีเบื่อแน่นอน

Things to do
ดูบอลโลก FIFA World Cup 2026 รอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศที่ไหนดีในกรุงเทพฯ
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2026 ได้เปลี่ยนกิจวัตรของแฟนบอลชาวไทยไปไม่น้อย หลายคนยอมอดนอนเพื่อเฝ้าหน้าจอในช่วงตีสอง...

Shopping
พิกัด 17 คาเฟ่ร้านหนังสือรอบกรุงเทพฯ ที่เหล่านักอ่านไม่ควรพลาด
บางครั้งความสุขก็เรียบง่ายกว่าที่คิด แค่ได้เดินเลือกหนังสือเล่มใหม่ จิบกาแฟแก้วโปรด และปล่อยให้เวลาค่อยๆ ผ่านไปในมุมเงียบๆ ของร้าน...

Bars
เอาใจคนรักหนังสือ รวมพิกัด 8 บาร์ค็อกเทลธีมนักเขียนในกรุงเทพฯ ที่มีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง
มีบางช่วงเวลาที่เครื่องดื่มกลายเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกจินตนาการ นักเขียนที่นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าคีย์บอร์ดเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อถ่ายทอดแง่มุมต่างๆ...

Things to do
แนะนำ 13 ช่องพอดแคสต์ครีเอเตอร์ไทยน่าฟัง ที่จะทำให้ทั้งวันของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ในทุกวันนี้พอดแคสต์กลายเป็นเพื่อนร่วมทางของใครหลายคน ไม่ว่าจะเปิดฟังระหว่างเดินทาง ทำงาน ออกกำลังกาย หรือก่อนนอน...

Things to do
9 พิกัดในกรุงเทพฯ เหมาะกับการไป Solo Date ชวนออกไปใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น
ในยุคที่ทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมด การหาเวลาว่างให้ตัวเองกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่เคย หลายคนมักรอให้เพื่อนว่าง หรือรอแฟนมีเวลา...
เผื่อคุณจะพลาดสิ่งนี้ไป...

Restaurants
ได้รับการสนับสนุน
OMD by Teppen เปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า พร้อมเสิร์ฟข้าวด้งใน 5 นาที เอาใจคนเมืองสายเร่งรีบ
ถ้าคุณเคยเดินวนในห้างเพราะเลือกไม่ออกว่าจะกินอะไร หรือหมดแรงกับการต่อคิวร้านดังหลังเลิกงาน OMD by Teppen อาจเป็นคำตอบใหม่ของมื้อเร่งรีบในเมือง...

Travel
ได้รับการสนับสนุน
รีวิว ‘Gother’ แพลตฟอร์มจองเที่ยวสัญชาติไทย ที่ทำให้การวางแผนทริปง่ายขึ้นกว่าที่เคย
ถ้าการเที่ยวควรเป็นเรื่องสนุก เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งขั้นตอนการวางแผนถึงชวนเหนื่อยได้ขนาดนี้? บางทีแค่จะจัดทริปสั้นๆ...

Things to do
ได้รับการสนับสนุน
สถานีต่อไป Boutiques Asia ไอคอนสยาม 24-26 กรกฎาคมนี้
ในที่สุด งานชอปปิงระดับคัลท์ที่เป็นกระแสในสิงคโปร์ก็เก็บกระเป๋าเดินทางมากรุงเทพฯ แล้ว หลังจากที่ครองใจเหล่านักชอปและสนับสนุนแบรนด์อิสระมานานกว่า 2...

Shopping
ได้รับการสนับสนุน
ทำความรู้จัก Canon EOS R6 V One Camera, Many Stories กล้องที่เกิดมาเพื่อคนทำคอนเทนต์
กล้องตัวเดียวที่ตอบโจทย์ได้ทุกเรื่องเล่า และนี่คือแนวคิดเบื้องหลังของ Canon EOS R6 V กล้องไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดที่สร้างขึ้นมาเพื่อเหล่าครีเอเตอร์โดยเฉพาะ...

Things to do
ได้รับการสนับสนุน
Kimpton Maa-Lai Bangkok เติมเต็มสีสันเทศกาล Pride ด้วยความบันเทิงสไตล์ดิสโก้และภาพยนตร์เควียร์สุดคลาสสิก 20 มิถุนายนนี้
ฮาเลลูยา! ในที่สุดก็เข้าสู่เดือน Pride Month กันแล้ว ในช่วงมิถุนายนนี้ เราจะได้เห็นธงสีรุ้ง การแสดงแดร็กโชว์ การฉายภาพยนตร์...
คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีในกรุงเทพฯ

Music
BIG ASS กลับมาครบวงในรอบ 15 ปี กับคอนเสิร์ตใหญ่ ‘ก่อนตาย’ 13-14-15 พ.ย. นี้
ถ้าบทเพลงของ BIG ASS คือส่วนหนึ่งของวัยเยาว์ (หรือวัยทำงาน) หรือในช่วงเวลาไหนก็ตามของชีวิตคุณไม่มากก็น้อย และปลายปีนี้ ถึงเวลาที่แฟนเพลงจะได้กลับไปร้องทุกเพลงเหล่านั้นพร้อมกันอีกครั้งในคอนเสิร์ตใหญ่ที่หลายคนรอคอย
หลังปล่อยให้แฟนๆ ลุ้นกันอยู่นาน BIG ASS ประกาศรียูเนียนสมาชิกครบวงเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี พร้อมการกลับมาของแด๊กซ์ บนเวทีเดียวกับเพื่อนร่วมวงอีกครั้งในคอนเสิร์ต BIG ASS คอนเสิร์ตใหญ่ ก่อนตาย การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรวมตัวของศิลปิน แต่เป็นการกลับมาของเรื่องราว มิตรภาพ และเพลงร็อกที่อยู่ในความทรงจำของคนฟังมาตลอดหลายทศวรรษ
อีกหนึ่งโมเมนต์ที่แฟนๆ พูดถึงจากทีเซอร์และโปสเตอร์ที่เพิ่งปล่อยมาล่าสุด คือการปรากฏตัวของ ตั้ม-อธิพงษ์ หวานเหลือ มือกลองแบ็กอัพผู้รับหน้าที่แทน กบ BIG ASS ซึ่งอยู่ในช่วงพักการแสดงสดเนื่องจากปัญหาสุขภาพ โดยกบจะหันไปดูแลงานเบื้องหลังเพื่อให้คอนเสิร์ตของวงเดินหน้าต่อได้อย่างเต็มที่
เตรียมวอร์มเสียงให้พร้อม เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่คุณจะได้ร้องเพลงโปรดไปพร้อมกับคนหลายหมื่นคน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรียูเนียนครั้งประวัติศาสตร์ของ BIG ASS
สถานที่จัดงาน
วันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2569
อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
ราคาบัตร
บัตรยืน 2,200 บาท
บัตรนั่ง 4,000 / 3,500 / 2,500 / 2,000 / 1,500 บาท
เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ผ่าน Thaiticketmajor ทุกสาขา หรือเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.com
รวมถึงติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: BIG ASS Rockband

Music
Slowdive กลับมาพร้อมกับเสียงพร่าที่กรุงเทพฯ 30 พฤศจิกายนนี้
เมื่อลมหนาวปลายปีเริ่มโปรยตัวลงมาอย่างแผ่วเบา กรุงเทพฯ กำลังจะได้เปิดอ้อมแขนต้อนรับสายหมอกแห่งเสียงดนตรีอีกครั้งในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่ Moonstar Studio กับคอนเสิร์ตของ Slowdive วงดนตรีผู้เป็นดั่งสถาปนิกผู้สร้างวิมานบนก้อนเมฆ และผู้บุกเบิกสุ้มเสียงอันพร่ามัวแต่วดงามอย่าง ‘ชูเกซ’
เสียงกีตาร์ที่อาบไล่ไปด้วยเอฟเฟกต์ reverb และ delay ลากยาว ประกอบหับเสียงร้องของ ‘Neil Halstead’ และ ‘Rachel Goswell’ ล่องลอย สอดประสาน และกระซิบกระซาบข้างใบหู คล้ายจะบอกเราว่า ความเหงาและความเศร้าไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลบซ่อน แต่มันคือพื้นที่อันสุนทรีย์ที่เราสามารถทิ้งตัวลงไปแหวกว่ายได้อย่างปลอดภัย
Photograph: SlowdiveBangkok
เพลงฮิตตลอดกาลอย่าง ‘Alison’ หรือ ‘When the Sun Hits’ จะทำหน้าที่พาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่วันวาน ในขณะที่ท่วงทำนองใหม่อย่าง ‘Kisses’ จะคอยโอบอุ้มหัวใจของคนรุ่นใหม่ในค่ำคืนนั้น พิเศษไปกว่านั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังได้วงชูเกสสัญชาติไทยระดับฝีมืออย่าง Death of Heather มาร่วมอุ่นเครื่อง มอบมวลสารความหม่นอันงดงามให้อบอวลไปทั่วทั้งฮอลล์ก่อนที่รุ่นใหญ่จะขึ้นเวที
เตรียมตัวดิ่งลึกไปกับการทิ้งตัวที่เชื่องช้าที่สุด แต่ตราตรึงที่สุด บัตร Early Bird เริ่มต้นที่ 2,300 บาท (จำกัดเพียง 300 ใบเท่านั้น) บัตรพรีเซลราคา 2,600 บาท และหน้างาน 3,000 บาท (จองบัตร)

Music
Khalid เตรียมกลับมาเปิดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ กับ It’s Always Summer Somewhere Tour พฤศจิกายนนี้
นับตั้งแต่แจ้งเกิดในปี 2017 Khalid ก็กลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่นิยามเสียง R&B ยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ด้วยเพลงที่ผสมกลิ่นอายป๊อปและโซลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนมียอดสตรีมหลายพันล้านครั้งทั่วโลก พร้อมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy หลายสาขา
สำหรับโชว์ครั้งนี้ แฟนๆ น่าจะได้ฟังทั้งเพลงฮิตที่ทุกคนร้องตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไปจนถึงผลงานใหม่จากทัวร์ล่าสุด ในบรรยากาศที่เน้นพลังของเสียงร้องและการมีส่วนร่วมของผู้ชม มากกว่าการพึ่งโปรดักชันหวือหวา
View this post on Instagram
A post shared by Live Nation Tero (@livenationth)
When and where
คอนเสิร์ตจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2569 ที่ UOB Live ชั้น 6 ของ EMSPHERE ย่านสุขุมวิท ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเวทีหลักของศิลปินระดับนานาชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยังคงมีโปรแกรมคอนเสิร์ตใหญ่ต่อเนื่องตลอดปี
How to get tickets
บัตรมีราคา 2,800–3,300 บาท
จะเปิดจำหน่าย เฉพาะทางออนไลน์ ผ่าน ticketmaster.co.th เท่านั้น โดยไม่มีการจำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ ThaiTicketMajor ผู้ซื้อควรสมัครบัญชีผู้ใช้งานล่วงหน้า และบัตรทุกใบจะอยู่ในรูปแบบ E-ticket
Fan Club พรีเซล วันที่ 13 กรกฎาคม เวลา 12.00–23.59 น.
มาสเตอร์การ์ด พรีเซล วันที่ 14 กรกฎาคม เวลา 12.00 น. – 15 กรกฎาคม เวลา 11.59 น.
Trip.com พรีเซล วันที่ 14 กรกฎาคม เวลา 12.00 น. – 15 กรกฎาคม เวลา 11.59 น.
UOB มาสเตอร์การ์ด พรีเซล วันที่ 15 กรกฎาคม เวลา 14.00–22.00 น.
Live Nation Tero พรีเซล 16 กรกฎาคม เวลา 12.00–22.00 น. (สำหรับสมาชิก Live Nation Tero ที่สมัครฟรี)
บัตรทั่วไป วันที่ 17 กรกฎาคม ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

Things to do
คนไทยเตรียมชวนคนเก่าไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ Guncharlie 17 ต.ค. นี้
เคยได้ยิน October Theory หรือ ‘ทฤษฎีเดือนตุลาคม’ กันไหม? ทฤษฎีที่เชื่อว่าตุลาคมคือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง หลายคนเลือกใช้จังหวะนี้ในการทบทวนเป้าหมายในชีวิต ทบทวนความสัมพันธ์ที่ไปต่อไม่ไหว และค่อยๆ ปล่อยมือจากบางสิ่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการเริ่มต้นบทใหม่ที่ดีกว่าเดิม
และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยวนอยู่กับเพลง เผื่อวันไหนเธอจะกลับมา, ไม่มีที่ไปก็ต้องไป, ถ้าคิดถึงเธอขึ้นมา หรือ จากกันโดยสมบูรณ์ ตุลาคมนี้ก็อาจถึงเวลาตามรอยทฤษฎีนี้กับ ‘มาม่า presents guncharlie OCTOBER THEORY CONCERT’ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ Guncharlie (กันชาร์ลี–เสฐพงษ์ เอวสุข) ศิลปินหัวจ่ายเพลงเศร้าจากค่าย Kicks Records
View this post on Instagram
A post shared by gun (@guncharlieee)
หลังจากคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มแรก ‘Like You Never Left’ เมื่อปีที่แล้วขายบัตรหมดทั้ง 2 รอบภายในเวลาเพียง 5 นาที ครั้งนี้ กันชาร์ลีกลับมาพร้อมโชว์เต็มรูปแบบที่เจ้าตัวบอกว่าทุกคนจะได้พบกับโชว์ที่ไม่เคยดูที่ไหนมาก่อน ไม่ว่าคุณจะกำลังคิดถึงคนเก่า เพิ่งอกหัก หรือกำลังมีความรัก ในค่ำคืนนั้นน่าจะมีเพลงที่ตรงกับความรู้สึกของคุณสักเพลง
คอนเสิร์ตจัดขึ้นวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. ที่ Centerpoint Entertainment บัตรยืนราคา 3,500 บาท (VIP จำกัด 200 ใบ), 2,500 บาท และ 1,800 บาท เปิดจำหน่ายวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ผ่านเว็บไซต์และแอป iHaveTicket
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Kicks Records และ guncharlie_official

Music
FKJ กลับมาทัวร์กรุงเทพฯ ใน ‘Tyber Tour’ 27 พฤศจิกายนนี้
FKJ ศิลปิน multi-instrumentalist นักร้อง และโปรดิวเซอร์ชาวฝรั่งเศส เตรียมนำการแสดงสดอันเลื่องชื่อของเขากลับมาเยือนเอเชียอีกครั้งในปีนี้ โดยประกาศทัวร์ 7 เมืองใหญ่เพื่อต้อนรับ Tyber สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ที่กำลังจะปล่อยออกมา ซึ่งศิลปินผู้ทลายกำแพงแนวเพลงคนนี้จะเดินทางไปเปิดการแสดงทั้งที่กรุงเทพฯ, สิงคโปร์, กัวลาลัมเปอร์, ฮ่องกง, โซล, ไทเป และโตเกียว
View this post on Instagram
A post shared by FKJ (@frenchkiwijuice)
หากคุณยังไม่เคยเห็นเขาแสดงสด ลองจินตนาการภาพนี้ดู ชายคนหนึ่งบนเวทีที่เต็มไปด้วยแซกโซโฟน คีย์บอร์ด และกีตาร์ พร้อมด้วยเอฟเฟกต์ลูปวางอยู่แทบเท้า เขาเล่นทำนองสั้นๆ บันทึกเสียงไว้ ปล่อยลูปวนไป จากนั้นก็เล่นเครื่องดนตรีชิ้นต่อไปทับซ้อนขึ้นมาร่วมกัน จนกระทั่งคนในฮอลล์ได้ยินเสียงดนตรีแน่นเหมือนมาเต็มวงเรียกได้ว่าเป็น One-man band ที่สะกดคนดูได้อยู่หมัด ทั้งหมดนี้ไม่มี backing track และไม่มีนักดนตรีคนอื่นเลย แถมเขายังวางไมโครโฟนไว้ใกล้ๆ เพื่อให้ผู้ชมได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเขาระหว่างช่วงสลับสับเปลี่ยนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น
Photograph: frenchkiwijuiceBangkok
อัลบั้ม Tyber มีกำหนดปล่อยในวันที่ 11 กันยายนนี้ ซึ่งถือเป็นอัลบั้มเต็มชุดแรกนับตั้งแต่ ‘V I N C E N T’ โดยเขาได้แต่งและบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ในหลายเมืองทั่วโลก ทั้งลอนดอน, ลอสแอนเจลิส, ปารีส, บราซิล และเม็กซิโก นี่คือผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต โดยร้อยเรียงท่วงทำนองที่เน้นกรูฟดนตรีอันโดดเด่น เพลงบรรเลงแจ๊ส งานดนตรีทดลองที่เน้นการใช้แซมพลิง และซาวด์ดนตรีสไตล์ไซเคเดลิกเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่และเปิดกว้างที่สุดของเขา โดยมีซิงเกิลเปิดตัวอย่าง ‘Soulmates’ ที่มอบความรู้สึกอบอุ่นให้แก่ผู้ฟัง นอกจากนี้ รายชื่อศิลปินรับเชิญก็การันตีความเด็ด ไม่ว่าจะเป็น Lucy Park, Baby Rose, Bas, Eryn Allen Kane และ Labrinth ที่มาร่วมแจมในแทร็กลิสต์ทั้งหมด 12 เพลง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ส่งเพลง ‘Changes Rising’ มาให้แฟนๆ ได้ฟังเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา FKJ ได้รับความรักอย่างท่วมท้นจากแฟนเพลงที่เหนียวแน่น ด้วยดนตรีแนวฟิวชันที่ผสมผสานทั้งแจ๊ส, โซล, ฟังก์, ฮิปฮอป, ร็อก, คลาสสิก และอิเล็กทรอนิกส์เข้าด้วยกัน ปัจจุบันเขามีผู้ติดตามบนช่อง YouTube มากกว่า 2.5 ล้านคน และเคยผ่านเวทีระดับโลกมาแล้วมากมาย เช่น Coachella, Red Rocks และ Hammersmith Apollo ในลอนดอน ซึ่งการแสดงของเขามักจะจบลงด้วยภาพที่เขาเหงื่อท่วมตัวท่ามกลางผู้ชมที่ลุกขึ้นยืนปรบมือดังกึกก้อง
ตารางทัวร์เอเชีย
27 พฤศจิกายน – UOB LIVE, Emsphere, กรุงเทพฯ
29 พฤศจิกายน – Arena @ EXPO, สิงคโปร์
1 ธันวาคม – Zepp Kuala Lumpur, กัวลาลัมเปอร์
3 ธันวาคม – AsiaWorld-Expo Hall 10, ฮ่องกง
6 ธันวาคม – KINTEX Hall 10, กรุงโซล
8 ธันวาคม – Zepp New Taipei, ไทเป
10 ธันวาคม – Tokyo International Forum Hall A, โตเกียว
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ดนตรีสดระดับสากลจากศิลปินแถวหน้าของยุค เตรียมตัวให้พร้อม วอร์มนิ้วให้มั่น แล้วรีบจับจองบัตรทันทีที่เปิดจำหน่าย เพราะประวัติศาสตร์ความฮอตกำลังจะซ้ำรอย และเราเชื่อว่าไม่มีคอดนตรีคนไหนอยากพลาดหนึ่งในคอนเสิร์ตที่จะถูกยกย่องว่าดีที่สุดแห่งปีชิ้นนี้อย่างแน่นอน
แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในตอนนี้ แต่แฟนๆ สามารถสมัครสมาชิก Live Nation Tero เพื่อรับสิทธิ์ซื้อบัตรในรอบพรีเซลล์ก่อนใคร และคอยติดตามอัปเดตใหม่ๆ ได้ทางโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของ Live Nation Tero

Music
ปีหน้าเจอกัน Bangkok Music City ชวนคนรักดนตรีมารวมตัวกันอีกครั้ง 30-31 ม.ค.
ทำไมบางเมืองถึงกลายเป็นจุดหมายของคนรักดนตรี? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การมีคอนเสิร์ตใหญ่ๆ จัดขึ้นตลอดทั้งปี แต่เป็นการที่ดนตรีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน เป็นพลังที่หล่อเลี้ยงชุมชน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมือง นี่คือแนวคิดหลักของ ‘Music City’ หรือ ‘เมืองดนตรี’
ตามรายงาน The Mastering of a Music City ของ IFPI และ Music Canada เมืองดนตรีไม่ได้วัดจากจำนวนศิลปินเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงออก มีผู้ฟังที่พร้อมสนับสนุน มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดนตรีเติบโตควบคู่กัน รวมถึงสามารถดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ทางดนตรี จนเกิดการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือการเดินทาง
Photograph: Bangkok Music City2026
และหนึ่งในอีเวนต์ที่สะท้อนภาพของการผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองดนตรีได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ‘Bangkok Music City’
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bangkok Music City ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลดนตรี แต่เป็น Music Showcase Festival และงานประชุมด้านดนตรีที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินหน้าใหม่ได้พบกับผู้จัดเทศกาล ค่ายเพลง โปรดิวเซอร์ และคนทำงานในอุตสาหกรรมดนตรีจากทั้งไทยและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด ‘Discover Asian Music’s Future’ การเล็งเห็นถึงศักยภาพของดนตรีเอเชียบนเวทีโลก
ภายในงานยังมีเวทีเสวนาและกิจกรรม Music Conference ที่ชวนคนในวงการมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อัปเดตเทรนด์ และสร้างเครือข่ายใหม่ๆ ซึ่งเป็นอีกแรงสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมดนตรีไทยให้เติบโตในระดับสากล
Photograph: Bangkok Music City2026
สำหรับในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Bangkok Music City ได้รวบรวมศิลปินจากไทยและทั่วเอเชียกว่า 86 ศิลปิน มาร่วมแสดงในย่านเจริญกรุง พร้อมเปิดให้เข้าชมฟรี เปลี่ยนย่านสร้างสรรค์แห่งนี้ให้เต็มไปด้วยเสียงดนตรี ผู้คน และบรรยากาศที่สะท้อนความเป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
และล่าสุด Bangkok Music City 2027 ก็ประกาศวันกลับมาอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมเปิดรับสมัครศิลปินจากประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล โดยศิลปินไทยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม-6 กันยายน 2569 ขณะที่ศิลปินต่างประเทศเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม-13 สิงหาคม 2569
แล้วเจอกันวันที่ 30-31 มกราคม 2570 แม้ในขณะนี้ยังไม่ประกาศสถานที่จัดอย่างเป็นทางการ แต่สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ bangkokmusiccity

Music
‘อิ้งค์ วรันธร’ เตรียมสะกดคนฟังด้วยดนตรีออร์เคสตราใน ‘Synthphony Concert’ 3–4 ตุลาคมนี้
สร้างความเซอร์ไพรส์และความตื่นเต้นให้กับแฟนเพลงอย่างท่วมท้น เมื่อศิลปินสาวเสียงหวานเจ้าของฉายาเจ้าหญิงซินธ์ป๊อปอย่าง ‘อิ้งค์-วรันธร เปานิล’ ได้ประกาศจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งใหญ่ต้อนรับช่วงปลายปี 2569 นี้ ในชื่อ ‘Ink Waruntorn Synthphony Concert’ กลางเวที Club 30 Concert เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยโปรเจกต์ยักษ์ที่พร้อมพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์ดนตรีในรูปแบบใหม่ที่เธอไม่เคยทำมาก่อน
Photograph: Ink WarunthornSynthphony Concert
ความพิเศษของคอนเสิร์ตในครั้งนี้คือครั้งแรกที่ ‘เจ้าหญิงแห่งวงการซินธ์ป๊อป’ จะมาตีความบทเพลงของเธอใหม่ในแบบวงออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่ และอลังการกว่าเดิม รับประกันปรากฏการณ์หูเคลือบทองให้กับชาวเพื่อนหมูแดงอย่างแน่นอน แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศผังที่นั่ง ราคาบัตร หรือสิทธิพิเศษ ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่อิ้งค์ วรันธร ก็ได้ฝากข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อให้แฟนๆ ได้เตรียมตัววอร์มมือรอไว้ล่วงหน้า
สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดโชว์ครั้งประวัติศาสตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์นี้ สามารถติดตามอัปเดตความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Ink Warunthorn และค่ายเพลง Muzik Move
ที่ UOB LIVE ชั้น 6, ศูนย์การค้า Emsphere (BTS สถานีพร้อมพงษ์ ทางออก 6) วันที่ 3 - 4 ตุลาคม 2569 ขายบัตรวันที่ 8 สิงหาคม 2569 จองบัตรได้ที่ Eventpop

Music
สิ้นสุดการรอคอย Zara Larsson ตัวแม่ป๊อปสตาร์ เตรียมจัดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ 1 พ.ย. นี้ ที่ UOB LIVE
หลังจากเพิ่งโพสต์ลงไอจีสตอรี่ เมื่อไม่กี่วันก่อนว่าเธอ ‘โคตรจะรักข้าวเหนียวมะม่วงของไทยเลย’ พร้อมบ่นว่าหาของหวานจานโปรดกินในสตอกโฮล์มแทบไม่ได้ ดูเหมือนว่าอีกไม่นานฝันของ ‘Zara Larsson’ จะเป็นจริง เพราะศิลปินสาวชาวสวีเดนเตรียมบินลัดฟ้ามาเปิดการแสดง ‘Midnight Sun Tour’ ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พร้อมเปลี่ยนปลายปีของคุณให้กลายเป็นฤดูร้อนอีกครั้ง
หากพูดถึงศิลปินป๊อปที่กลับมาอยู่ในกระแสได้อย่างโดดเด่นที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘Zara Larsson’ คงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Lush Life, Never Forget You, Ain’t My Fault, Ruin My Life และ Symphony กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังเพลงฮิตเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนกลายเป็นไวรัลบน TikTok จากมีมโลมาสุดโด่งดัง จนแม้แต่ซาร่าเองก็ยังร่วมเล่นกับกระแสนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย และนำภาพโลมาขึ้นจอในคอนเสิร์ตของตัวเองด้วย
Image: Zara LarssonBangkok, Thailand
แต่ความฮอตของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่เพลงเก่าๆ เพียงเท่านั้น เพราะระหว่างทัวร์ที่ผ่านมา คลิปของแฟนๆ ที่ขึ้นไปเต้นเพลง Lush Life พร้อมกับซาร่าบนเวทีแถมยังจำท่าเต้นได้เป๊ะทุกจังหวะก็กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกโซเซียล ขณะที่ Stateside เวอร์ชันรีมิกซ์กับ ‘PinkPantheress’ ก็สร้างกระแสชาเลนจ์เต้นตามบนโลกออนไลน์ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเพลงใหม่หรือเพลงเก่า ซาร่าก็สร้างโมเมนต์ที่คนพูดถึงได้อยู่เสมอทัวร์ครั้งนี้มาพร้อมกับ Midnight Sun อัลบั้มเต็มชุดที่ 5 ที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของซาร่าซึ่งทั้งสดใส มั่นใจ และเต็มไปด้วยพลังของป๊อปแดนซ์อันเป็นเอกลักษณ์ การกลับมาครั้งนี้ยังตอกย้ำความสำเร็จของเธอด้วยยอดผู้ฟังรายเดือนบน Spotify กว่า 60 ล้านคน และยังเคยได้เข้าเข้าชิงรางวัล Grammy สาขา Best Dance Pop Recording อีกด้วย
View this post on Instagram
A post shared by Live Nation Tero (@livenationth)
แฟนๆ ที่คิดถึงเสียงร้องอันทรงพลัง และโชว์เต้นสุดแซ่บ เตรียมตัวให้พร้อม เพราะค่ำคืนของวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ยูโอบีไลฟ์กำลังจะกลายเป็นปาร์ตี้ป๊อปครั้งใหญ่ และไม่แน่ว่าซาร่าอาจได้ปิดท้ายทริปเมืองไทยด้วยข้าวเหนียวมะม่วงสมใจเสียที
บัตรเข้าชมจะเปิดจำหน่ายรอบ พรีเซลล์ ระหว่างวันที่ 20–23 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ก่อนเปิดจำหน่ายรอบทั่วไปในวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ราคาบัตรอยู่ที่ 2,800, 3,100 และ 3,900 บาท พร้อม VIP Package ราคา 9,000 บาท โดยบัตรทุกโซนเป็น บัตรยืน (Standing) เพื่อให้แฟนๆ ได้สนุกกับโชว์อย่างเต็มที่ (จองบัตร) ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ณ ยูโอบี ไลฟ์ เอ็มสเฟียร์

Music
ชาวนัวเตรียมตัว! ‘กาลครั้ง 6 Tattoo Stadium’ ปักหมุดราชมังฯ 19 ธ.ค. นี้
หลังปล่อยให้แฟนๆ เดาสถานที่กันอยู่นาน ในที่สุด Tattoo Colour ก็เฉลยแล้วว่า ‘กาลครั้ง 6 TATTOO STADIUM’ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งใหม่ของวง จะจัดขึ้นวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ณ ราชมังกีฬาสถาน สนามกีฬาขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ งานนี้เรียกเสียงฮือฮาจากชาวนัวได้ทันที เพราะนี่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงอินดี้ที่เติบโตมาพร้อมแฟนเพลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Tattoo Colour เพิ่งจัด ‘กาลมินิ คอนเสิร์ต ตอน แทททูฯ ปลอบผี ไม่มีย้อนหลัง’ ไปเมื่อปลายปี 2568 ที่ Union Hall ในธีมฮาโลวีนพร้อมทิ้งคำใบ้ไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า ‘คอนเสิร์ตในปีหน้าจะใหญ่กว่าเดิมแน่นอน’ ก่อนที่ในงาน 25 ปี ‘smallroom holiday party’ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา วงจะเริ่มแย้มข้อมูลเรื่องสเตเดียมให้แฟนๆ ได้ตื่นเต้นกันอีกระลอก
สิ่งที่ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ถูกจับตามอง ไม่ได้มีแค่ขนาดของสถานที่ แต่คือการที่วงจากค่ายอินดี้อย่างสมอลล์รูม กำลังจะก้าวขึ้นสู่เวทีราชมังคลากีฬาสถาน พื้นที่ซึ่งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นหมุดหมายของศิลปินระดับตำนานและคอนเสิร์ตสเกลมหาชน ไม่ว่าจะเป็น คาราบาว, อัสนี-วสันต์, บอดี้สแลม, เสก โลโซ และล่าสุดกับ Cocktail ขณะที่ในฝั่งศิลปินป็อปยังแทบไม่มีวงไหนเดินทางมาถึงจุดนี้ได้มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะบอกว่านี่คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของซีนวงการดนตรีไทย
Photograph: Tattoo ColourTATTOO STADIUM
เตรียมตัวให้พร้อม เพราะการเปิดขายบัตรจะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ส่วนรายละเอียดเรื่องจำนวนรอบ ผังคอนเสิร์ต และราคาบัตรจะประกาศตามมาในเร็วๆ นี้ แต่แค่ชื่อ ‘TATTOO STADIUM’ ก็เพียงพอจะทำให้แฟนเพลงคาดหวังถึงโชว์ที่อัดแน่นไปด้วยโปรดักชันระดับจัดเต็ม และเซอร์ไพรส์ที่สม (สักสี) คอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Tattoo Colour
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Tattoo Colour และ Smallroom

Music
YONLAPA ‘Homebound’ การกลับมาของคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบในกรุงเทพฯ
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวงไทยคุณภาพที่มีงานทัวร์ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เรากำลังพูดถึง YONLAPA วงดรีมป็อปจากเชียงใหม่ ที่ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่อยๆ สร้างฐานแฟนเพลงในเอเชียและต่างประเทศด้วยซาวด์ล่องลอยชวนฝันอันเป็นเอกลักษณ์
Photograph: YONLAPA2026
หลังเพิ่งจบเอเชียทัวร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อไม่นานมานี้พวกเขาก็มีข่าวดีมาฝากแฟนเพลง กับการประกาศว่าลงในแฟนเพจว่ากำลังจะมีคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งแรกในกรุงเทพฯ และจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้
ไม่ปล่อยให้แฟนๆ รอนาน วันนี้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกประกาศโดย Fungjai ผู้จัดคอนเสิร์ตซีรีส์รูปแบบใหม่อย่าง Fungjai SOLO Series โปรเจกต์ที่ตั้งใจพาผู้ชมเข้าไปสำรวจ ‘ตัวตน’ และ ‘ลายเซ็นทางดนตรี’ ของศิลปินแต่ละรายผ่านโชว์ที่ถูกออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ
หลังจาก Volume Livehouse เพิ่งสั่นสะเทือนไปกับคอนเสิร์ตส่งท้ายของ Bomb at Track ใน SOLO Series 01 ครั้งนี้ถึงคิวของ YONLAPA ที่จะมารับไม้ต่อใน Fungjai SOLO Series 02 : YONLAPA ‘Homebound’
แม้รายละเอียดของโชว์จะยังถูกเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ แต่ทั้งวงและผู้จัดยืนยันตรงกันว่านี่จะเป็นคอนเสิร์ตที่แตกต่างจากทุกโชว์ที่ YONLAPA เคยเล่นมา และน่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวง หลังจากใช้เวลาหลายปีค่อยๆ พาตัวเองจากซีนดนตรีเชียงใหม่สู่เวทีระดับนานาชาติอย่างน่าจับตามอง
คอนเสิร์ตครั้งนี้จะจัดขึ้นใน วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ Volume Livehouse ชั้น 5, The Street Ratchada (ไม่จำกัดอายุผู้เข้าชม) โดยราคาบัตรจะแบ่งออกเป็น (4 Phase)
26 มิ.ย. – 5 ก.ค. 2569Early Bird 790 บาท / Early Bird + Merch 1,400 บาท
5 ก.ค. – 2 ส.ค. 2569Regular 1 890 บาท / Regular 1 Group 790 บาท
2 ส.ค. – 27 ส.ค. 2569Regular 2 990 บาท / Regular 2 Group 890 บาท
28 ส.ค. 2569At Door 1,290 บาท
เปิดจำหน่ายบัตรพร้อมกันวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผ่าน Ticketmelon
รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ในกรุงเทพฯ

Restaurants
7 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่เสิร์ฟทั้งอาหารรสเยี่ยมและวิวเมืองสุดตระการตา
การเลือกร้านอาหารสักแห่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติเพียงอย่างเดียว เพราะบรรยากาศก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้มื้อธรรมดากลายเป็นประสบการณ์น่าจดจำ วิวเมือง แม่น้ำ หรือพื้นที่สีเขียวที่มองเห็นจากโต๊ะอาหาร ล้วนช่วยเติมเสน่ห์ให้ทุกคำอร่อยขึ้น และทำให้เราอยากใช้เวลากับมื้อนั้นให้นานกว่าเดิม
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine พาไปสำรวจ 7 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ผสานอาหารคุณภาพเข้ากับโลเคชันและการออกแบบได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ห้องอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา รูฟท็อปที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าของเมือง ไปจนถึงร้านที่เปิดรับวิวสนามแข่งม้า ทุกแห่งพิสูจน์ว่าเมื่ออาหารดีและบรรยากาศสวยเดินไปด้วยกัน มื้อหนึ่งก็สามารถกลายเป็นความทรงจำดีๆ ได้ไม่ยาก

Restaurants
เติมคาร์บหลังวิ่งกับ 7 พิกัดร้านซาวโดวจ์เนื้อนุ่มหนึบใกล้สวนลุมฯ
ปัจจุบันเทรนด์การวิ่งยังคงมาแรงแบบหยุดไม่อยู่ ทุกเช้าที่สวนลุมพินีจึงเต็มไปด้วยพี่นักวิ่งที่ออกมาสะสมระยะ เติมเอ็นดอร์ฟิน และเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น แต่เมื่อวิ่งเสร็จ คำถามถัดไปก็คือ ‘เช้านี้กินอะไรดี?’ สำหรับสายเฮลตี้ช่วงนี้ คำตอบของหลายคนคงหนีไม่พ้นเมนูซาวโดวจ์ ขนมปังหมักธรรมชาติที่ทั้งอิ่มท้อง ย่อยง่าย และกลายเป็นเมนูเติมคาร์บยอดฮิตหลังออกกำลังกายไปแล้ว
โชคดีที่รอบสวนลุมฯ มีทั้งคาเฟ่และเบเกอรีที่อบซาวโดวจ์สดใหม่ทุกวัน บางร้านเสิร์ฟเป็นโลฟเนื้อนุ่มหนึบ บางร้านมีเมนูแซนด์วิชและบรันช์จานใหญ่ไว้เติมพลังหลังวิ่งโดยเฉพาะ วันนี้ Time Out เลยคัดมาให้กับ 7 พิกัดร้านซาวโดวจ์เนื้อนุ่มหนึบใกล้สวนลุมฯ ที่ไม่ว่าคุณจะเพิ่งวิ่งจบ ปั่นจักรยานเสร็จ หรือแค่อยากหาอาหารเช้าดีๆ พร้อมกาแฟสักแก้ว ลิสต์นี้ก็พร้อมเป็นจุดหมายถัดไปของทุกเช้าของคุณได้

Restaurants
7 ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นในกรุงเทพฯ ที่เหมาะกับวันฝนพรำ
ฝนตกทีไร หลายคนอาจเลือกกลับบ้านไวแล้วซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่สำหรับสายกินแล้ว สภาพอากาศครึ้มๆ แบบนี้กลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการหาร้านดีๆ นั่งพักกาย พักใจ พร้อมปล่อยให้กลิ่นอาหารอุ่นๆ ช่วยเติมความสุขให้วันฝนพรำ
ไม่ว่าจะเป็นมื้อญี่ปุ่นที่เสิร์ฟตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ ร้านอาหารในบ้านไม้เก่าที่อบอวลด้วยเสน่ห์คลาสสิก หรือมื้อพิเศษที่ยิ่งอร่อยขึ้นเมื่อมองสายฝนโปรยผ่านกระจก บรรยากาศเหล่านี้ล้วนทำให้การออกจากบ้านในวันที่ฟ้าหม่นดูคุ้มค่ากว่าที่คิด
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine สัปดาห์นี้เราขอแนะนำ 7 ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เหมาะสำหรับหลบฝน เติมพลัง และเปลี่ยนวันอากาศมืดครึ้มให้กลายเป็นอีกหนึ่งมื้อพิเศษที่น่าจดจำ เพราะบางครั้งเสียงฝนที่ตกอยู่ข้างนอก ก็อาจเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นกว่าทุกวันก็ได้

Restaurants
8 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ตอบโจทย์วันพักผ่อนสบายๆ
ด้วยจำนวนร้านอาหารมากมายในกรุงเทพฯ หลายคนอาจคิดว่าการหามื้อสบายๆ คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เอาเข้าจริง เมืองนี้ก็เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ จนบางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดกลับเป็นการหาร้านที่ทำให้เราอยากนั่งนานๆ ปล่อยเวลาไหลไปช้าๆ พร้อมอาหารดีๆ และบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลายจริงๆบทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine รวบรวม 8 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่เหมาะสำหรับวันชิลๆ หรือมื้อเย็นสบายๆ ทั้งอาหารหน้าตาน่ากิน บรรยากาศเป็นกันเอง และคอนเซปต์ที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวส่วนตัว วัฒนธรรม หรือไอเดียการเสิร์ฟอาหารที่ทำให้ทุกมื้อรู้สึกสนุกกว่าที่คิด

Restaurants
15 ร้านอิซากายะในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับการสังสรรค์หลังเลิกงาน
หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อร้านอิซากายะกันอยู่บ่อยๆ ‘อิซากายะ’ (Izakaya) คือ ร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่นที่เปรียบเหมือนพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหลังเลิกงาน ให้ผู้คนได้นั่งกินอาหาร จิบเครื่องดื่ม และใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนหรือคนรู้ใจในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งปัจจุบันในกรุงเทพฯ ก็มีร้านอิซากายะเปิดใหม่มากมาย แต่ละร้านต่างก็มีสไตล์และเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ฟีลโลคอลญี่ปุ่น ไปจนถึงร้านสไตล์โมเดิร์นที่เพิ่มลูกเล่นให้เหมาะกับสายแฮงเอาต์ยุคใหม่
อิรัชชัยมาเสะ! วันนี้เราเลยอยากพาไปเปิดวาร์ปร้านอิซากายะบรรยากาศดี ที่ให้ฟีลเหมือนได้นั่งกินอยู่กลางญี่ปุ่นจริงๆ ทั้งการตกแต่งร้าน แสงไฟอบอุ่น เสียงเพลงคลอๆ รวมถึงอาหารญี่ปุ่นที่จัดเต็มทั้งเมนูเสียบไม้ ซาชิมิ ของกินเล่น และเครื่องดื่มแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะอยากหาที่นั่งผ่อนคลายหลังวันเหนื่อยๆ นัดสังสรรค์กับเพื่อน หรือมองหาร้านดินเนอร์บรรยากาศดี ลิสต์นี้ก็มีให้เลือกครบทุกสไตล์

Bars
7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่มีอาหารและดนตรีดีๆ เป็นส่วนประกอบ
คำว่า ‘ไทยเทส’ (Thai Taste) ในพจนานุกรมของนักท่องราตรีและสายกินยุคนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนั่งในร้านอาหารประดับลายกนกหรือเปิดเพลงบรรเลงขิมแผ่วๆ อีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์และศิลป์แห่งการใช้ชีวิตของคนเมืองที่กล้าหยิบจับ ความโลคอลรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสตรีตฟู้ดรสจัดจ้านข้างทาง คลังแผ่นเสียงเพลงลูกกรุง-หมอลำเก่าเก็บ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตในตรอกซอกซอยอันวุ่นวาย มาปัดฝุ่นและมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้แฮงเอาต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่ไม่เหมือนใคร
สิ่งที่ทำให้พิกัดเหล่านี้มีเสน่ห์จนเราต้องตกหลุมรัก คือการที่พวกเขาไม่ได้เสิร์ฟแค่ อาหารดีๆ ที่ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบและรสมือมาอย่างประณีตเท่านั้น แต่ยังมี ‘ดนตรี’ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนค่ำคืน ตั้งแต่เสียงสแครตช์แผ่นเสียงหมอลำ จังหวะโยกสนุกสนานแบบเร้กเก้-สการ์ ไปจนถึงท่วงทำนองเพลงไทยเดิมและแจ๊สบาร์สุดโรแมนติก
วันนี้เราเลยขออาสาพาทุกคนปักหมุดไปกับ 7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสร่วมสมัย ที่รับประกันเลยว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นสายกินดื่มตัวยงหรือคอเพลงตัวจริง บรรยากาศของร้านเหล่านี้จะทำให้คุณต้องอยากกลับไปซ้ำอีกหลายๆ รอบแน่นอน

Things to do
รวม 7 เมนูคาวหวานและสารพัดความครีเอทีฟ ที่คนรักทุเรียนต้องโดน
ถึงหน้าร้อนแบบนี้ทีไร ‘ทุเรียน’ ก็มักกลับมาครองตำแหน่งผลไม้ที่คนรักก็รักสุดใจ ส่วนคนที่ไม่อินก็อาจขอเดินหนีให้ไกลที่สุด แต่สำหรับสายทุเรียนตัวจริง ฤดูนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกตามหาเมนูใหม่ๆ ที่หยิบราชาแห่งผลไม้มาต่อยอดได้มากกว่าการกินสด ทั้งอาหารคาว ของหวาน และสารพัดเมนูสร้างสรรค์ที่ดึงทั้งกลิ่น เนื้อสัมผัส และรสเฉพาะตัวของทุเรียนออกมาได้อย่างน่าสนใจ ลิสต์นี้เลยรวม 7 เมนูและสรรพสิ่งอินสไปร์จากทุเรียน ที่อ่านแล้วอาจทำให้คุณอยากตามไปลองกัน!

Things to do
6 ร้านน่าลองย่านอารีย์ ปี 2569 ย่านที่มีแต่อะไรดีๆ เกิดขึ้นทุกวัน
ขอยกให้อารีย์เป็นหนึ่งในย่านที่จำนวนร้านเปิดใหม่แปรผันตรงกับจำนวนปี เพราะมีร้านใหม่มาให้เช็กอินแทบทุกซีซั่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ร้านเสื้อผ้า โรงแรม หรือแม้แต่บาร์เบอร์หลากหลายสไตล์ ซึ่งคับคั่งไปด้วยคุณภาพ และร้านต่างๆ ในย่านนี้ก็อาจเป็นร้านโปรดของใครหลายๆ คน รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย
คำว่า ‘สำรวจย่านอารีย์’ คงไม่ดูเกินจริง เพราะทั้งซอยอารีย์เหนือและอารีย์ใต้ มีร้านมากมายให้เราเพิ่มหมุดหมายใหม่ได้ทุกครั้งที่มาเยือน รอบนี้เราอยากพามาสำรวจร้านและคาเฟ่ฉบับอัปเดตทั้งเก่าและใหม่ ประจำปี 2569 ให้ทุกคนได้อิ่มหนำสำราญกัน

Restaurants
รวมคาเฟ่เปิดใหม่รอบกรุงเทพฯ ในปี 2569
‘กาแฟอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเดินเข้าร้าน แต่คอมมูนิตี้คือเหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมา’
กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง ปีที่แล้วเราเคยพา คุณวา-ธนรรณพ เอี่ยมสุนทร คิวเรเตอร์ด้านคาเฟ่ผู้มีเรดาร์ตรวจจับสเปซเท่ๆ ทั่วกรุงเทพฯ มาเปิดลายแทงจนสายฮอปปิ้งตามเก็บกันแทบไม่ทัน จนมาถึงปีนี้ เราต่อสายตรงหาเขาอีกครั้งเพื่ออัปเดตร้านใหม่ๆ เพราะดูเหมือนว่า ‘แค่กาแฟดี’ จะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนเมืองในปีนี้อีกต่อไป
‘ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นทุกครั้งครับ เหมือนได้กลับไปสำรวจเมืองใหม่อีกรอบ แต่ละร้านที่ไปมันให้บทสนทนาและไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยรีเฟรชไฟในการทำงานให้เราได้ดีมาก’
คุณวาพูดเกริ่นกับเราก่อนจะเริ่มวิเคราะห์เทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ
จาก ‘เทคนิค’ สู่ ‘ไลฟ์สไตล์’ คุณวามองว่าไวบ์ของปีนี้คือการที่คาเฟ่ขยับจากการโชว์ เทคนิคอย่างโปรไฟล์การคั่วหรือลาเต้อาร์ต ไปสู่การสร้างพื้นที่ใช้ชีวิต ที่เชื่อมต่อกับคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้เห็น cafe for runner, matcha cafe หรือสเปซที่มีพื้นที่เวิร์กช็อปอย่างชัดเจนขึ้น คาเฟ่ยุคนี้ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่เขากำลังขาย worldview และสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้คน
เมื่อเราถามว่าปีนี้ทำไมอาหาร หรือกระทั่งเมนูขนมอบและกิจกรรมต่างๆ ถึงกลายเป็นหัวใจหลัก คุณวาให้คำตอบที่คมคายว่า ‘กาแฟดีคือแกนหลักที่ทำให้คนเดินเข้าร้าน แต่เมนูคราฟต์อย่าง ซาวโดว์โฮมเมด หรือกิจกรรมอย่าง run club และงานดีไซน์ คือเครื่องมือที่ทำให้คน อยากกลับมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ร้านมีเรื่องเล่า และเปลี่ยนคาเฟ่ให้กลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมย่อยในแต่ละย่าน’
คนยอมจ่ายเพื่อ เวลา และ ตัวตน ในปีที่คนเมืองเริ่มเหนื่อยล้ากับโลกโซเชียลที่ต้องคอยโพสต์รูปสวยๆ คุณวาสังเกตเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า ในปีนี้คนจะยอมจ่ายแพงขึ้นไม่ใช่แค่เพื่อรูปถ่าย แต่เพื่อ เวลาที่มีคุณภาพและ พวกเขาจ่ายเพื่อโต๊ะที่นั่งสบาย หรือได้เจอกับคอมมูนิตี้ที่ทำให้เขารู้สึกว่านี่แหละคือที่ของเรา
และนี่คือ 20 พิกัดคาเฟ่ประจำปี 2026 ที่คุณวาคัดมาให้เน้นๆ เรียงลำดับจากความฮอตและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปค้นหา คอมมูนิตี้ที่ใช่ของคุณไปพร้อมกันได้เลย!

Restaurants
หนีไปคลายร้อนกับ 10 บาร์น้ำผลไม้ที่ดีสุดทั่วกรุงเทพฯ
ดูเหมือนว่าสมรภูมิความสดชื่นในกรุงเทพฯ ปีนี้จะเดือดทะลุปรอทกว่าปีไหนๆ เพราะเหล่าบาร์น้ำผลไม้ไม่ได้เป็นแค่ซุ้มเครื่องดื่มทางเลือกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘Lifestyle Destination’ ที่กระจายตัวอยู่ทุกทั่วกรุง ตั้งแต่คอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิปไปจนถึงใจกลางย่านธุรกิจ ทั้งการกลับมาของเทรนด์ดูแลตัวเองในปี 2569 นี้ ทำให้แต่ละร้านไม่ได้ประชันกันแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังงัดไม้ตายทั้งความคุ้มค่า ดีไซน์แก้วที่ต้องถ่ายรูปอวด และสารอาหารแบบเน้นๆ มาใส่ไว้ในทุกออเดอร์ ครั้งนี้ Time Out จึงขอรวบรวมเหล่าแลนด์มาร์ค 10 บาร์น้ำผลไม้ความสดชื่นที่คัดมาแล้วว่าอร่อยจริง ได้สุขภาพจัง และเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้คุณผ่านพ้นวิกฤตความร้อนนี้ไปได้อย่างมีสไตล์
บทสัมภาษณ์ล่าสุด

Restaurants
เมื่อ ‘ศาลาเสน่หา’ เปลี่ยนการดูหนังให้กลายเป็นเรื่องของความรัก
เราเดินทางมาถึงถนนเดโชในช่วงบ่าย แดดยังคงแรงกล้าอยู่ภายนอกทว่าความกดอากาศที่เริ่มลดต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนว่าสายฝนกำลังจะมา
มันเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อยที่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดร้าน จึงถือโอกาสมุดผ่านประตูด้านหลังแล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังบาร์ไวน์ ซึ่งมีโรงภาพยนตร์ขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวอย่างลงตัวอยู่ที่ชั้นบน การมาถึงในลักษณะนี้ หากเป็นในภาพยนตร์คงต้องเคล้าด้วยเสียงดนตรีเครื่องสายที่ค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมเทคนิคภาพสโลว์ซบตา แต่สำหรับที่นี่ สิ่งที่ต้อนรับเรากลับเป็นไวน์เย็นๆ สักแก้วและกลิ่นอายจางๆ ของไม้ปาร์เกต์สุดคลาสสิก
และนั่น... คือคอนเซปต์ทั้งหมดของสถานที่แห่งนี้
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ในยุคสมัยที่โรงภาพยนตร์อิสระทั่วเมืองกรุงกำลังค่อยๆ ปิดไฟมืดลงและทยอยหายไปอย่างเงียบเชียบ วะนา-ณัฐชนน วะนา, เมี่ยง-ภัคพล ศรีรองเมือง และ ดิตถ์ ธนะเศรษฐวิไล กลับเลือกที่จะเดินสวนกระแส พวกเขานำสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งภาพยนตร์ ไวน์ อาหาร และหนังสือ มารวมกันไว้ในตึกเก่าอายุราว 70 ปี โดยมีกลุ่มเพื่อนพ้องกว่าสิบชีวิตจากแวดวงบันเทิงและศิลปะมาร่วมแรงร่วมใจ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ‘ศาลาเสน่หา’ สถานที่ที่สร้างขึ้นจากความเชื่ออันแสนคลาสสิกที่ว่า การตีตั๋วออกไปดูหนังนอกบ้าน ควรเป็นเรื่องของความโรแมนติกอีกครั้ง
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
เราพบกับพวกเขาทั้งสามคนที่ชั้นบนบริเวณโซนร้านหนังสือ นั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางงานไม้ ในขณะที่แสงบ่ายลอดผ่านทิวไม้ภายนอกลงมาทาบทับบนพื้นห้อง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมงพอดี
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ตึกเก่าที่มีหลายชีวิตในอดีต
พวกเขามีเงื่อนไขที่ค่อนข้างพิถีพิถันและชัดเจน ตัวร้านจะต้องไม่รบกวนชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว และมันต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนทอดน่องอยู่ได้นานถึงสามสี่ชั่วโมง ไม่ใช่สถานที่ที่คุณแค่แวะมาทำธุระแล้วรีบจากไป แต่เป็น ‘ห้องนั่งเล่นทางวัฒนธรรม’ ที่คุณพร้อมจะทิ้งตัวจมดิ่งลงไปกับมัน
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Seneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
โครงสร้างของตึกนี้ตอบรับความทะเยอทะยานดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยอายุกว่า 70 ปี (และถ้านับอายุของที่ตั้งก็ยาวนานกว่านั้นอีก) ตึกนี้เคยสวมบทบาทมาแล้วมากมาย ตั้งแต่บ้านพักอาศัยของครอบครัวหนึ่งนานกว่าสามทศวรรษ คลินิก ร้านขายยา ร้านขายของเก่า มาจนถึงร้านเครื่องประดับ
“ตอนที่เรามาดูตึกนี้ครั้งแรก เราใช้เวลาเดินดูแค่ 15 นาที แล้วก็รู้เลยว่า... ใช่ ที่นี่แหละ”
ร่องรอยในอดีตยังคงมีให้เห็นหากคุณสังเกตดีๆ เช่น ลิฟต์ขนเพชรพลอยโบราณ และห้องเซฟนิรภัยซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนหน้าที่ไปเก็บขวดไวน์ได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งสามคนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรักษาอดีตเหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ไม้ปาร์เกต์ดั้งเดิม เฉดสีบนกำแพง หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ ถูกเก็บรักษา ซ่อมแซม และปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ทาง Godmother Studio เป็นผู้ดูแลเรื่องสถาปัตยกรรม และลายเซ็นที่ชาญฉลาดที่สุดของพวกเขาอยู่เหนือศีรษะเราขึ้นไป ทีมสถาปนิกนำรูปทรงของกันสาดเพดานเก่ามาตีความใหม่ ให้กลายเป็นห้องอาหารที่มีความโค้งมนละมุนตา ดูเหมือนเปลือกหอยที่ราบรื่นและมีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว เราตกหลุมรักมันทันทีที่เห็น รูปทรงประติมากรรมอันจัดจ้านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โครงหลังคาของตึกเก่าคร่ำคร่าขนาดนี้ เป็นการจับคู่ที่สร้างความประหลาดใจอย่างเงียบเชียบ และความประหลาดใจนั้นเองคือเสน่ห์ที่แท้จริง
ไวน์ที่จดจำสถานที่
ถัดมาคือเรื่องของไวน์ ซึ่งพวกเขาจริงจังไม่แพ้โปรแกรมฉายหนัง วะนาดูแลบาร์อีกสามแห่งอยู่แล้ว (ซึ่งได้แก่ no bar wine bar, Khaoya Archive และ Salon Kiku) และเขาหลงใหลในศาสตร์นี้มากจนถึงขั้นไปเรียนต่อด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีเขาและดิตถ์ร่วมกันดูแลเรื่องเครื่องดื่มของที่นี่ วะนากล่าวว่า ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับการหวนระลึกถึงความหลัง ส่วนเมี่ยงเสริมว่า เพื่อนของเขาคนนี้ไม่มีวันบอกคุณหรอกว่าเขาชอบไวน์ขวดไหนที่สุด เพราะคำตอบมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือห้วงเวลาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนั้นมากกว่า
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ดังนั้น บาร์จึงถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภาพยนตร์ แทนที่จะวางแยกไว้ข้างๆ จุดประสงค์คือการผลักดันให้ภาพยนตร์ก้าวข้ามผ่านแค่ภาพและเสียง ไปสู่รสชาติและกลิ่นสัมผัส คุณสามารถถือแก้วไวน์เข้าไปในโรงภาพยนตร์ได้ ซึ่งภายในจัดวางด้วยที่นั่งแบบนุ่มและโต๊ะตัวเล็ก โดยพื้นที่สามารถปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้ตามความเหมาะสมของกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ การจับคู่ ระหว่างหนังและไวน์นั้นผ่านกระบวนการคิดมาอย่างละเอียด ‘มีหนังหลายเรื่องมากครับที่เราดูปุ๊บ แล้วคิดขึ้นมาทันทีว่ามันควรจะดื่มคู่กับไวน์ตัวไหน’ วะนาเล่า ‘บางครั้งมีเมนูอาหารที่เชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องในหนังที่คุณสามารถสั่งมาทานได้ด้วย’ ส่วนดิตถ์มองในมุมของตัวแปรที่ต่างออกไป นั่นคือสภาวะอารมณ์ของผู้ชมยามที่มาถึง
“ความรู้สึกตอนที่คุณกำลังกรึ่มๆ กับตอนที่สติครบถ้วน สามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณมองหนังเรื่องหนึ่งไปเลยนะ”
‘มันอาจจะทำให้หนังสนุกขึ้น หรือไม่ก็ดูไม่รู้เรื่องไปเลย มันขึ้นอยู่กับว่าหนังเรื่องนั้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร’
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ด้านอาหารก็ใช้สัญชาตญาณเดียวกัน ในช่วงกลางวัน พื้นที่ชั้นล่างจะเสิร์ฟชาจีนกลิ่นหอมกรุ่น ทว่าเมื่อราตรีมาเยือน มันจะกลายร่างเป็นบาร์ที่มีไวน์กว่า 2,000 ฉลากจากทั่วทุกมุมโลก โอบล้อมด้วยราวผ้าม่านวงกลมขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากกึ่งกลางเพดาน งานดีไซน์ที่ช่วยทลายความแข็งของโครงสร้างตึก และเมื่อเคล้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า มันช่วยขับเน้นแสงไฟให้มีมิติอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเมนูอาหารเน้นความอบอุ่นเรียบง่ายมากกว่าการโชว์เทคนิคซับซ้อน ทานง่าย อยู่ท้อง มีกลิ่นอายความเป็นไทย และปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือเทศกาลภาพยนตร์ โดยมีการวางแผนเมนูล่วงหน้าถึงสองเดือน
ในเดือนกรกฎาคมนี้ พวกเขามีนัดสำคัญ ภาพยนตร์ระทึกขวัญล้างแค้นของผู้กำกับ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ เรื่อง ครัวสาว (Morte Cucina) เรื่องราวความแค้นอันเยือกเย็นที่ซ่อนอยู่ในอาหารจานโปรด กำลังจะเข้าฉาย และตลอดโปรแกรมนี้ ทางครัวจะรังสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อเสิร์ฟคู่กัน เพื่อให้อาหารบนโต๊ะและอาหารบนจอบรรเลงทำนองตอบรับซึ่งกันและกัน
Photograph: Sala SanehaMorte Cucina
เสียงที่เป็นตัวของตัวเอง
ถึงแม้จะพูดเรื่องมู้ดแอนด์โทนเป็นหลัก แต่เมี่ยง ผู้รับหน้าที่ดูแลตารางฉาย ยืนยันหนักแน่นว่าที่นี่ไม่ใช่เทวสถานสำหรับภาพยนตร์ที่ดูยากจนเกินไป หนังอาร์ตเฮาส์และหนังคลาสสิกน่ะมีแน่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตารางฉายจะปรับเปลี่ยนตามบรรยากาศ เวลา และอารมณ์ของผู้คนในวันนั้นๆ
“เราชอบพื้นที่ที่อุทิศตนให้กับอะไรบางอย่าง และเราอยากให้โรงหนังแห่งนี้มีเสียงที่เป็นตัวของตัวเอง”
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
‘มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล่าเงินทุนอย่างเดียว มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็นหนังอินดี้หรือไม่ แต่มันคือเรื่องของความหลากหลาย’ ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เมี่ยงรู้ดีว่าเส้นทางของคนทำหนังหน้าใหม่หรือผู้เริ่มต้นนั้นยากลำบากเพียงใด ดังนั้น ส่วนหนึ่งของรอบฉายจะถูกกันไว้ให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่และคนทำหนังหน้าใหม่ที่เพิ่งมีผลงานชิ้นแรก รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้กับศิลปินได้ถ่ายทอดผลงานและทัศนศิลป์ โดยหวังว่าจะทำให้หมุดหมายแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่ ‘สถานที่’ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจะได้มาปะทะสังสรรค์กับชีวิตในหลากหลายรูปแบบพร้อมๆ กัน
เราถามทิ้งท้ายว่า พวกเขาไม่กลัวหรือว่าทุกอย่างอาจจะพังครืนและไม่สามารถประคับประคองไปด้วยกันได้ เมี่ยงตอบโดยไม่ลังเล ‘ศาลาเสน่หารวมสองสิ่งที่เราหลงใหลเข้าไว้ด้วยกันครับ ต่อให้เราถอยออกมามองในฐานะคนนอก เราก็ยังอยากให้ที่นี่อยู่ไปนานๆ เพราะเราคิดว่าพื้นที่แบบนี้มันจำเป็นสำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ’ ความฝันของพวกเขา ทั้งเรียบง่ายทว่ายิ่งใหญ่ในคราวเดียว ก็คือการได้เห็นผู้คนก้าวเท้าออกจากบ้าน แล้วมานั่งรวมตัวกันในความมืดอีกครั้ง และหวังว่าสิ่งนี้จะจุดประกายให้คนอื่นๆ ในพื้นที่อื่น ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ห้องนั่งเล่นเล็กๆ แบบนี้ในชุมชนของตัวเองบ้าง
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ร้านหนังสือที่เรานั่งคุยกันก็ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันคือห้องสมุดขนาดย่อมที่รวบรวมหนังสือที่ได้รับบริจาคจากผู้ก่อตั้งและกลุ่มเพื่อนสนิท ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเมือง สังคม ไปจนถึงศิลปะ บนชั้นไม้จัดวางสลับกับผลงานศิลปะหมุนเวียนจากศิลปินชื่อดัง โดยมีหนังสือจากสำนักพิมพ์ Vacilando Bookshop และ shortshorts.bkk ร่วมอวดโฉมอยู่บนแผงด้วย
Photograph: Daniel McFadden / Sony Pictures Classics / EverettWhiplash (2014)
หากสถานที่แห่งนี้เป็นภาพยนตร์สักเรื่อง พวกเขาทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันคือเรื่อง Whiplash (2014) ไม่ใช่เพราะความโหดร้ายทารุณในเนื้อเรื่องหรอกนะ แต่เป็นเพราะความเข้มข้นของการลงมือสร้างสรรค์มันขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น มันคือการเฉลิมฉลองให้กับสิ่งที่คุณเชื่อมั่น...เชื่ออย่างเข้าเนื้อและลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ
ตอนที่เราเดินออกมา แสงแดดบ่ายได้ลบเลือนไปจากพื้นห้องแล้ว แทนที่ด้วยกลุ่มก้อนของเมฆฝน และใครบางคน จากที่ไหนสักแห่งในตึก... เริ่มต้นเปิดขวดไวน์แล้ว

Music
บันทึกทศวรรษของสองปลา ‘Whal & Dolph’ การเดินทางจากเพลงรักรสขม สู่คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่ 3
‘ดนตรีนมเย็น เนื้อเพลงอเมริกาโน่’
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบาย ‘Whal & Dolph’ ที่ชัดที่สุดในความทรงจำของใครหลายคน
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา วงอินดี้ป็อปดูโอ้อย่าง Whal & Dolph ค่อยๆ แหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรของวงการเพลงไทย ภายใต้ท่วงทำนองนุ่มๆ และดนตรีสีพาสเทลแบบที่หลายคนคุ้นเคย บทเพลงของพวกเขามักซ่อนเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ทั้งขมปร่าและเปราะบางเอาไว้เสมอ เหมือนเพลงรักที่ฟังง่าย แต่กลับแทงใจดำแบบไม่รู้ตัว แต่ขณะเดียวกันเมื่อทั้งคู่ทำเพลงรัก ก็สามารถเล่ามันออกมาได้จริงใจจนยากที่จะไม่รู้สึกอะไรตาม
จากวันที่เริ่มต้นในฐานะวงเล็กๆ เติบโตมาพร้อมซีนอินดี้ วันนี้ ‘น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ’ และ ‘ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ’ กำลังจะพา Whal & Dolph เดินเข้าสู่ปีที่ 10 พร้อมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 และเป็นคอนเสิร์ตอะคูสติกเต็มรูปแบบครั้งแรกของวง บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคอนเสิร์ตใหม่ แต่อาจเป็นเหมือนการชวนย้อนมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษของทั้งคู่ ผ่านบทเพลง ความสัมพันธ์ และการเติบโตของคนสองคนที่ยังคงรักการทำดนตรีเหมือนวันแรกที่เริ่มต้น
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านซาวด์อะคูสติก?
ปอ: เพราะว่าเราทำแบบไม่อะคูสติกมาแล้วสองครั้ง มันเริ่มมาจากเราไปเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่แล้ว ซึ่งมันมีเซตอะคูสติกอยู่ช่วงกลางของคอนเสิร์ต เราเลยรู้สึกว่า เห้ย.. มันงดงามจังเลย ถ้าเอาส่วนนั้นมาขยายให้เป็นโชว์เต็มๆ ทั้งโชว์มันจะเป็นยังไงนะ ก็เลยเป็นที่มาของคอนเสิร์ตนี้ครับ
น้ำวน: พูดถ้าพูดจริงๆ เลยคือค่ายอยากดูครับ (หัวเราะ) เขาดู session นั้นแล้วประทับใจมาก ก็เลยอยากเห็น เราสองคนก็สนใจด้วยและคิดว่าคนดูน่าจะอยากดูไปพร้อมกัน
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
ปีนี้ Whal & Dolph กำลังจะครบรอบ 10 ปี พอมองย้อนกลับไป ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไรกับเส้นทางที่ผ่านมา?
น้ำวน: จริงๆ ก็รู้สึกแป๊บเดียวเลยครับ ยังรู้สึกกันว่าเหมือนเพิ่งทำกันอยู่เลย ทุกวันนี้ก็รู้สึกยังสนุกอยู่
แล้วก็ถ้าจะรู้สึกจริงๆ ว่าวงเราผ่านมา 10 ปี ก็ขอพูดถึงแฟนเพลงแล้วกันครับ มันจะมีช่วงแรกนะที่เราทำวงแล้วก็มีคนมาตามที่หน้าเวที จนถึงทุกวันนี้ผ่านมาจะสิบปีแล้วยังมีคนหน้าเดิมตั้งแต่วันแรกมาเลย
ปอ: เขาก็เริ่มมีอายุมากขึ้น เราก็เริ่มมีอายุมากขึ้น
น้ำวน: อันนั้นคือข้อเท็จจริงนะ (หัวเราะ)
ปอ: หลายๆ คนที่เราเจอตั้งแต่เขาเป็นนักเรียน ทุกวันนี้ก็ทำงานแล้ว บางคนมาทำงานกับเราก็มี
แฟนคลับเราบางคนตอนนี้ก็เป็นศิลปินด้วยนะ ต้องใช้คำว่าเติบโตไปด้วยกัน ภูมิใจไปด้วยกันครับ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
‘Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert’ ทำไมต้องชายเลน?
ปอ: ตอนแรกเรายังคิดไม่ออกว่าจะเอาชื่อคอนเสิร์ตไหนดี แต่มีวันหนึ่งเราไปเล่นที่เชียงใหม่ นั่งกินข้าวกันอยู่แล้วอยู่ดีๆ พี่ท็อปมือเบสก็พูดขึ้นมาว่า ‘เห้ย.. ชื่อชายเลน ป่าชายเลน’
เราเลยคิดว่า คำว่า ‘ชายเลน’ มันดูมีเสน่ห์ดี เราเอามาทำอะไรได้บ้างนะ เราก็เลยคิดว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ‘ไชน์’ (Shine) ก็คือ ‘แสง’ ‘เรน’ (Rain) ก็คือ ‘ฝน’
เราเลยคิดว่ามันก็เหมือนเพลงของเราที่มีทั้งเพลงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแดดส่องลงมา แล้วก็มีบางเพลงที่ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนฝนกำลังตกอยู่ เลยคิดว่าเป็นคอนเซปต์ที่ดีครับ
น้ำวน: มันก็ดูเหมาะสมกับวงด้วย อย่างคอนเสิร์ตครั้งแรกเราใช้ชื่อว่า ‘Whal & Dolph Fish Market’ ก็จะเกี่ยวกับตลาดปลา อันที่สอง ‘Whal & Dolph Ocean Park Concert’ ก็ยังอยู่ในมหาสมุทรอีก แล้วพอมาเป็นชายเลนมันดูไทยๆ ดี แต่ก็ยังอยู่ติดทะเลนะ แล้วเหมาะกับพวกเราด้วย เราก็เลยเอามาปรับแก้ให้มันไม่ได้รู้สึกถึงโคลนขนาดนั้น เลยเป็นที่มาของชื่อนี้
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
เมื่อลดทอนทุกอย่างให้เหลือเพียงเสียงร้องกับเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ซาวด์ของ Whal & Dolph เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ปอ: พอถอดเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นไป หรือบางทีอาจจะไม่ได้ถอดทั้งหมด อาจจะเปลี่ยนจากกีตาร์ไฟฟ้ามาเป็นกีตาร์ที่มันดูอะคูสติกมากขึ้น ผมว่ามันให้ความจริงใจที่เพิ่มขึ้นนะ อย่างเพลง ‘รอให้เธอบอก’ พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งผมว่ามันให้ความรู้สึกที่ออแกนิคขึ้น เหมือนปกติพอฟังไลน์นี้มันอาจจะเหมือนนั่งอยู่ในเมืองใหญ่ แต่พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งมันกลายเป็นเหมือนเรานั่งอยู่ในป่า
น้ำวน: พอเป็นอะคูสติกมันจะมีแค่เนื้อร้องแล้วก็ดนตรีที่มันคลอกันไป โดยที่มันจะไม่ได้เป็นสีสันที่ฉูดฉาดมาก คุณก็จะได้ฟังเนื้อเพลงด้วยอารมณ์แบบนั้นจริงๆ มันจะไม่มีอะไรมาดึงความสนใจมากไปกว่าการมีดนตรีแล้วก็มีเนื้อร้อง
ปอ: วิธีการร้องและวิธีการเล่นมันก็ไม่เหมือนกันด้วย สมมติปกติเลเวลในการร้องออกไปในโชว์เต็มๆ อาจจะต้องใช้พลังในการร้อง 80%
แต่อะคูสติกอาจจะใช้พลัง 80-90% แต่มันจะมีช่วงที่เบาก็เบาเลย ดังก็ดังเลย แต่โชว์ปกติช่วงที่เบามันก็ไม่ได้เบามาก เพราะฉะนั้นมันจะเห็นถึงอารมณ์ที่ชัดเจนขึ้น บางเพลงผมอาจจะต้องหลบเสียงหรือร้องให้เบาลง เพราะถ้าร้องดังแล้วดนตรีมันเบา มันก็จะไม่พอดี อะคูสติกจะได้เห็นความแตกต่างตรงนั้นซึ่งมันจะไม่เหมือนกับโชว์ปกติ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
ซิงเกิ้ลใหม่ ‘สักวันหนึ่ง’ เพลงที่มีกลิ่นอายโซลและกรูฟแตกต่างจากเพลงก่อนๆ
ปอ: สักวันหนึ่ง เป็นเพลงที่เราอยากลองทำดนตรีแบบที่เราฟังอยู่ตอนนี้ ช่วงนี้ต้องบอกว่าเราก็ชอบฟังเพลงโซลมาก อาจจะด้วยวัยที่มันมากขึ้นนิดหน่อยจากเดิม (หัวเราะ) ก็เริ่มหาอะไรที่รู้สึกว่าเราชอบ อยากมีเพลงแบบนี้บ้างในแบบของเรา ก็เลยออกมาเป็นแบบสักวันหนึ่ง พอทำออกมาแล้วก็รู้สึกว่า เออ.. เจ๋งดีเหมือนกันนะ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
น้ำวน: เหมือนเราพยายามจะทำเพลงแบบนี้หลายเพลง แต่ก่อนหน้านี้ทำกันเองแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจมัน เลยทำออกมาไม่ได้โซลขนาดนั้น แต่เพลงนี้เรามีพี่มดที่เป็น co-producer มาช่วย แล้วเขาก็เก่งด้านนี้ เลยช่วยกันทำออกมาได้อย่างน่าพอใจ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
‘สักวันหนึ่ง’ เป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า?
ปอ: ผมว่ามันเป็นทั้งสองมุมเลยนะ ในมุมผมความเศร้าของเพลงนี้มันคือการที่คนๆ นึงไม่ถูกมองเห็น อาจจะรู้จัก อาจจะได้เจอกัน แต่ความสุขของเพลงนี้มันก็คือการที่เราได้แอบรู้สึกดี และหวังดีต่อใครสักคนนึง มันเป็นความรู้สึกที่ดีแต่ก็ยังแอบเศร้าอยู่ เพราะเราก็อยากให้เค้ามองเห็นเราเหมือนกัน
‘มันเหมือนเพลงเพลงนึงที่คุณชอบฟัง แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงนั้นมันอยู่ตรงนี้มาตลอด’
น้ำวน: ผมว่ามันมีความหวังแล้วกัน มันอยู่สองขาระหว่างระหว่างเศร้ากับไม่เศร้า ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเรามีความหวังที่ดีๆ ให้กันแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
อัลบัมใหม่ที่กำลังทำอยู่ แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง?
ปอ: ปกติอย่างอัลบั้มแรก ‘RAYON’ เราทำทีเดียวเพราะมีของที่เก็บไว้หลายปีตั้งแต่เด็กๆ ส่วนอีพีที่ 2 ก็คือ ‘EP. PAR-K’ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างอัลบั้มหนึ่ง เราอยากทำอัลบั้มสองแต่รู้สึกว่าเราต้องปล่อยสี่ตัวนี้ออกมาก่อน
จากนั้นชุดเต็มชุดที่ 2 คือ ‘WILLISHMARA (วิลิศมาหรา)’ มันเป็นช่วงโควิด เราก็ทำตามใจของเรานี่แหละ ส่วนอัลบั้มใหม่เราไม่ได้ปล่อยมาหลายปีแล้วถ้าพูดตรงๆ
อัลบั้มนี้มันเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับพวกผมตอนนี้ ซึ่งจริงๆ ทุกอันมันก็เชื่อมโยงกับพวกเราในตอนนั้น
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
น้ำวน: พอหลังจากวิลิศมาหรามันจะเริ่มทำงานยากขึ้นเพราะเราก็เริ่มทำเพลงมาเยอะขึ้น การทำอัลบั้มจริงๆ แล้วผมตั้งใจอยากทำทีเดียวให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ซะทีเดียว ช่วงรอยต่อระหว่างวิลิศมาหราและอัลบั้มใหม่ที่จะถึง มันจะมีซิงเกิ้ลที่จะถูกปล่อยออกมาประมาณ 4-6 เพลง ผมถือว่าเป็นการทดลองของพวกเรา ซึ่งมันก็จะไม่ได้ไปรวมอยู่ในอัลบั้มใหม่
ปอ: ถ้าใครตามเรามาตั้งแต่เด็กจนโตจะรู้ว่าการเติบโตของพวกเรามันอยู่ในบทเพลงทุกเพลงของเราอยู่แล้ว ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะมีเพลงอีกหลายเพลงที่เป็นเพลงโปรดของผมที่อยู่ในอัลบั้มนี้แล้วยังไม่ได้ปล่อยออกมา ก็อยากให้รอฟังกันครับ
น้ำวน: แล้วก็หวังว่าทุกคนจะได้เพลงโปรดเพลงใหม่เพิ่มขึ้นนะ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
วันธรรมดาของสองปลา กับสถานที่โปรดในกรุงเทพฯ ช่วงนี้
น้ำวน: ถ้าโปรดเบอร์หนึ่งเลยคือบ้านครับ ผมชอบอยู่บ้านมากไม่ชอบออกไปเจอคน แต่ว่าถ้าที่โปรดอีกที่หน่ึงที่ไปบ่อยก็คือแม็คโครครับ ชอบไปซื้อของมาทำอาหาร
ปอ: ถ้าเอาตอนนี้อันดับหนึ่งก็คือที่ปีนผา เพราะรู้สึกว่าหลังๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ เมื่อก่อนชอบไปเตะบอลกับเพื่อนหรือไปตีแบด แต่หลังๆ เริ่มรวมตัวยากเลยคิดว่าไปคนเดียวก็ได้ รู้สึกว่ายิมปีนผาเป็นที่ฮีลใจของผมตอนนี้
เวลาไป ไปคนเดียว?
ปอ: ไปคนเดียวครับ แต่ก็บางครั้งก็จะมีน้องๆ ติดสอยห้อยตามไป แต่จริงๆ แล้วคนที่ชวนผมไปก็คือ ‘อูปิม ลานดอกไม้’ เขาก็ไปปีนกับผมบ่อยๆ
น้ำวน: เดี๋ยวจบคอนเสิร์ตนี้ผมจะไปลองปีนเขาดู เผื่อผมจะเป็นที่โปรดที่ใหม่บ้าง
ในฐานะศิลปิน ทั้งสองรู้สึกอย่างไรกับการเติบโตของซีนไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ช่วงที่ผ่านมา
ปอ: ผมมองว่าจริงๆ แล้วไลฟ์เฮาส์มันเป็นที่ที่ดีมากเลยนะ อย่างตอนเราเด็กๆ ช่วงเรียนมหาลัยมันมีไลฟ์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เหมือนตอนนี้ซะขนาดนั้น เราก็เคยเป็นหนึ่งในวงดนตรีเล็กๆ ที่เคยไปเล่นไลฟ์เฮ้าส์พวกนั้น ไปเล่นกันเอง ดูกันเอง ขายบัตรกันเอง แต่ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มันไม่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้มีลูกค้าที่เป็นแฟนคลับแต่ละไลฟ์เฮ้าส์แล้วมันสวยงาม
เรียกว่าพอแต่ละที่ลงโพสต์ปุ๊บบางทีเขาก็ไม่รู้หรอกว่าวงอะไรจะมาบ้าง แต่คนก็เข้าไปสนับสนุน เปิดใจมากขึ้น ผมรู้สึกว่าความเจ๋งคือมันมีผู้ลงทุน มีโชว์ทุกอาทิตย์ แต่ละอาทิตย์บางที่ในหนึ่งวันมี 5-6 วง ซึ่งเป็นวงใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย แล้วก็มีวงเล็กๆ มาพ่วงด้วยเพื่อที่จะทำให้คนมารู้จักกับศิลปินใหม่ๆ มากขึ้น
น้ำวน: มันเจ๋งนะ อยู่ดีๆ มันก็ค่อยๆ มา มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟนคลับวงแล้ว มันมีกลุ่มแฟนคลับของเขา แล้วไม่ว่าเขาจะเอาวงอะไรมาคนก็จะรอแล้วก็ตื่นเต้น เหมือนไปแล้วเขาก็ได้ความประทับใจกลับบ้าน มันเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยกันไป วงดนตรีก็จะมีที่ไปเล่นมากขึ้น แล้วพอไลฟ์เฮ้าส์เขาจัดแล้วมันประสบความสําเร็จเขาก็อยากจัดบ่อยๆ เพราะการจัดบ่อยมันก็จะรีเทิร์นกลับมาหาวง วงก็จะถูกจ้างซ้ำไปเรื่อยๆ ผมว่ามันดีนะ
ถ้าให้เลือก 3 ไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ที่ประทับใจ
ปอ: ที่หนึ่งผมให้ Melt Livehouse ผมว่าเมลท์เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมาก แล้วก็มีงานเกือบทุกวัน เรียกว่าเป็นตัวตึงเลย แล้วพวกเราก็เคยไปมาแล้วทั้งสองที่ (สาขาพระราม 4 และ Cloud 11) ดีทั้งสองที่เลย
น้ำวน: จริงๆ Blueprint Livehouse ผมก็ชอบนะ สถานที่มันเท่ แปลนมันจะเป็นแนวยาวแล้วก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก รู้สึกว่าเล่นแล้วก็ได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ เหมือนกัน
ปอ: จริงๆ ขอ 4 ที่ได้ไหม (หัวเราะ) เมื่อก่อนมี ‘Decommune’ เดอคอมมูน ก็เป็นที่เท่ๆ แล้วล่าสุดน่าจะเป็น Volume Livehouse ซึ่งก็เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมากๆ ตอนนี้ ส่วนตัวผมเองบางทีก็ไปดูคอนเสิร์ต รู้สึกว่าสถานที่มันดูเป็นไลฟ์เฮ้าส์จริงๆ มีการจัดการที่ดี ซึ่งตอนนี้ก็อยากให้พวกผู้ใหญ่ในวงการหรือคนที่มีทุนทรัพย์ลงทุนกับสิ่งนี้
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
3 เพลง 3 โลเคชันกรุงเทพฯ ในแบบฉบับ Whal & Dolph
ปอ: นี่ผมมีที่นึง ‘บังเอิญ’ กับ ‘Rabbit’s Tale’ ครับ ชื่อภาษาอังกฤษของเพลงบังเอิญชื่อว่า (Rabbit’s Tale) มันเป็นชื่อของสถานที่หนึ่ง ลองไปดูนะครับว่ามันคือที่ไหน ตามชื่อเพลงเลย
ทำไมถึงเป็นที่นี่?
ปอ: เหตุผลคือเพราะว่ามันมีบางอย่างของผมเกิดขึ้นที่นั่นครับมันก็เลยเป็น ‘Rabbit’s Tale’ บอกแค่นี้พอ (ยิ้มกรุ้มกริ่ม)
น้ำวน: ผมเอาเพลง ‘สิ่งที่สวยงาม’ เป็น ‘สวนเบญฯ’ แล้วกัน เคยไปวิ่งที่สวนเบญแล้วก็ฟังเพลงนี้ไปด้วย รู้สึกว่ามันเหมาะกับที่นี่มากเลย รู้สึกว่าบรรยากาศของเพลงกับบรรยากาศของที่นั่นมันเหมาะกัน มีความธรรมชาติ มีแสง
ปอ: เพลงสุดท้าย ‘สักวันหนึ่ง’ สำหรับผมมันจะเป็น ‘ตึกช้าง’ เพราะตอนแต่งเพลงนี้ผมขับรถอยู่แล้วก็ผ่านตึกช้างพอดี มันจะเห็นแสงไฟของเมือง
เพลงนี้มันมีความโซลแบบซิตี้ มีความเป็นเมืองตอนกลางคืน ผมคิดว่าถ้าคนเปิดเพลงนี้ฟังในกรุงเทพตอนกลางคืนเสียงแซ็กโซโฟนมันเหมาะมากเลย
ถ้าต้องเลือกหนึ่งเพลงที่สะท้อนความเป็น Whal & Dolph ในวันนี้ได้ชัดเจนที่สุด
ปอ: ถ้าวันนี้ผมให้เพลง ‘ดีใจรึเปล่า’ แล้วกัน รู้สึกว่ามันมีความเป็น New Era ของ Whal & Dolph ในตอนนี้ มันมีทั้งความชิลแล้วก็มีความหนักแน่นอยู่ในเพลง
เพลงพวกเรามันคือเพลงที่คุณจะคาดเดาไม่ได้ว่ามันเป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า แต่เพลงนี้มันตอบทุกอย่างเลย มีทุกๆ อย่างที่สวยงามของพวกเราอยู่ มีเมโลดี้ที่ผมชอบ มีไลน์กีตาร์ของพี่น้ำวนที่มันไพเราะ มีโซโล่ที่ดี มีทุกอย่างมันดูลงตัว
น้ำวน: ผมให้ ‘สิ่งที่สวยงาม’ แล้วกัน คือดีใจรึเปล่ามันเป็นอีกฝั่งหนึ่งนะ
แต่สิ่งที่สวยงามผมมองว่าเป็นอีกฝั่งของวงตอนนี้ที่ยังมีความเป็นเราเดิมๆ อยู่ แล้วก็มีซาวด์ที่มันใหม่ขึ้นแต่ว่าไม่โซลจ๋า
วันนี้ Whal & Dolph ในวัยเกือบ 10 ปี อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันแรกที่เริ่มทำวง
ปอ: สำหรับผม ถ้าจะให้บอกตัวเองในวันแรกที่ทำใช่มั้ย.. โห.. ไปบอกอะไรมันดี (ใช้เวลาคิดสักพัก) จริงๆ ผมอยากไปบอกเด็กคนนั้นว่า มันจะมีวันที่ยากอยู่นะ แต่อย่ายอมแพ้ เพราะว่ามันก็จะมีวันที่ดีอยู่เหมือนกัน จริงๆ ผมค่อนข้างแฮปปี้กับสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด รู้สึกว่ามันมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ยาก มันสวยงามทั้งหมดเลย ก็เลยบอกว่า เออ.. มันจะมีวันที่ดีและวันที่แย่แต่จะผ่านไปได้
น้ำวน: ผมก็อยากจะบอกว่าให้เล่นดนตรีต่อไปครับ อย่างผมเรียนดนตรีมา หลายคนที่เป็นเพื่อนก็จะมีความฝันที่อยากเป็นศิลปินหรือได้ทำงานดนตรีต่อ แต่เปอร์เซนต์มันน้อยมากๆ ไม่ค่อยเห็นทางเท่าไหร่เลย แล้วมันก็ไม่มีใครมาสนับสนุนให้มาทำงานตรงนี้ต่อได้นะ
ก็อยากบอกตัวเองว่าเล่นดนตรีต่อไปนะ เดี๋ยวมันจะมีสิ่งที่ดีๆ รออยู่ข้างหน้า
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
อีก 10 ปีต่อจากนี้ อยากให้ผู้คนยังรู้สึกแบบไหนเวลาที่ได้ฟังเพลงของ Whal & Dolph
ปอ: อันนี้เป็นคำถามที่ดีนะ เวลาผมเขียนเพลงทุกๆ เพลง ผมอยากให้เพลงมันอยู่เป็นเพื่อนของคนฟังนะ อย่างเช่นวันที่คุณมีความสุขมากเลย หรือบางทีคุณไม่รู้จะบอกใคร แต่ผมอยากให้รู้ว่าเพลงบางเพลงมันเข้าใจคุณ ในวันที่คุณรู้สึกยาก รู้สึกว่าชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ผมก็อยากให้คุณได้ฟังเพลงบางเพลงของเราแล้วรู้สึกว่ายังมีเพลงนี้ที่เข้าใจนะ มันจะผ่านเรื่องแย่ๆ ไป ก็อยากให้เพลงเราอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณอีก 10 ปีผ่านไป
น้ำวน: ก็อยากบอกว่าเวลาที่เล่นเพลงของพวกเรากันเอง ผมจะมีความสนุก อยากให้ทุกคนหาความสนุกของเพลงเราให้เจอแม้มันจะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเศร้า แต่มันจะมีความสนุกอยู่ในนั้น ลองฟังดู ถ้าหาเจอคุณจะฟังเพลงของพวกเราเพราะขึ้นครับ

Comedy
พูดคุยกับ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ’ ในวัย 45 ปี กับศิลปะของการแก่แบบไม่หมดไฟ
หากพูดถึงคนบันเทิงมากความสามารถของไทย ชื่อของ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร’ คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาผ่านมาแล้วแทบทุกบทบาท ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักแสดง โปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ และนักเขียน โดยเฉพาะภาพจำจากรายการ ‘เทยเที่ยวไทย’ ที่อยู่กับผู้ชมมายาวนาน
แต่ในวัย 45 ปี วันนี้ของเขาดูแตกต่างออกไป จากคนที่เคยใช้ชีวิตหนักทั้งงานและปาร์ตี้ เขาค่อยๆ หันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลิกดื่ม ออกกำลังกาย เล่นเทนนิส ทำขนม และใช้เวลากับสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจสงบ ทั้งหมดนี้อาจเป็นภาพของป๋อมแป๋มในช่วงวัยที่เข้าใจชีวิตมากที่สุด วันที่เขาไม่ได้พยายามใช้ชีวิตให้เยอะเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทน
วันที่ชีวิตเริ่มเบาขึ้น
‘การนอนให้พอ มันช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริง’
ป๋อมแป๋ม นิติ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการเลิกดื่มไม่ได้เกิดจากการอยากเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่อยากลดน้ำหนักเฉยๆ แต่เมื่อหยุดไปสักพัก เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และไม่อยากดื่มเหมือนเดิมอีกแล้ว
แม้จะเป็นหุ้นส่วนบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น OFTR Bar หรือ Mutual Bar แต่ทุกวันนี้เวลาไปสังสรรค์ เขามักสั่งโซดามะนาวแทน พร้อมเล่าว่ามนุษย์ยังต้องการการพบปะและวงสนทนา เพียงแค่ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในมือเสมอไป
ถ้าจะเข้มแข็ง มันต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ใช่วิ่งหนี
เขาพูดติดตลกต่อว่า ‘เพื่อนฉันขี้เมาทุกคน ถ้าหนีหมดเพื่อนเลิกคบพอดี’ หลังหันมาเล่นกีฬา กินดี และจัดระเบียบชีวิตใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ ‘คุณภาพของเวลา’ ในแต่ละวัน เช้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยการวิ่ง ตีเทนนิส ทำขนม อ่านข่าว หรือเล่นกับแก๊งกระต่าย
แค่ได้เวลาอันมีคุณภาพกลับมาวันละสองสามชั่วโมง สำหรับพี่ก็เยอะมากแล้ว
เพราะ ‘ขนมปัง’ สอนให้ใจเย็น
เมื่อเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ป๋อมแป๋มก็เริ่มใส่ใจกับสิ่งที่กินมากขึ้น จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาเข้าไปเรียนทำอาหารและขนมที่ Le Cordon Bleu จากที่ตั้งใจเรียนแค่คลาสเบสิก กลับเรียนต่อยาวตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน และไม่คิดว่าจะชอบงานสายละเอียดแบบนี้ แต่สุดท้ายกลับหลงรักจังหวะของการทำขนม เพราะมันเป็นสิ่งที่รีบไม่ได้
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
ขนมปังมันบังคับให้เราใจเย็น จะรีบก็ไม่มีอะไรสุกเร็วขึ้น ทุกอย่างมีเวลาของมัน
จากคนทำงานกองถ่ายที่คุ้นชินกับความเร่งรีบ การอยู่ในครัวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เขาค่อยๆ สงบลง และเรียนรู้การปล่อยวางมากขึ้น ความชอบนี้ยังต่อยอดไปถึง CURF Cafe คาเฟ่เล็กๆ ที่หัวหิน ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนเรียนทำขนมด้วยกัน
Photograph: curf.curf.curf
ทุกเช้าที่เริ่มต้นด้วยกีฬา
นอกจากการหันมาดูแลสุขภาพด้วยการกินและการพักผ่อน อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในชีวิตของป๋อมแป๋มช่วงนี้ คือการออกกำลังกายที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะกีฬา ‘เทนนิส’ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าอินมากเป็นพิเศษ
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
ก่อนจะพูดถึงสนามเทนนิส เขาเล่าถึงพื้นที่โปรดในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตใหม่ของตัวเองได้ชัด ตั้งแต่ ‘theCOMMONS Thonglor’ ที่ชอบไปนั่งทำงานเพราะบรรยากาศพอดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ‘ตลาดคลองเตย’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังเริ่มทำอาหารกินเอง ไปจนถึง ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ไป
Photograph: theniti
ส่วนเรื่องเทนนิส ป๋อมแป๋มเล่าถึงทั้งสนามประจำอย่าง ‘The Racquet Club’ สนามซ้อมจริงจังอย่าง ‘Troops Tennis Academy’ และสนามเก่าแก่คลาสสิกอย่าง ‘สนามเทนนิสสมานมิตร’ ด้วยน้ำเสียงสนุกเหมือนกำลังพูดถึงสถานที่โปรดในชีวิต
ปีที่เลือกอยู่กับคนสำคัญ
เมื่อพูดถึงสเตตัสรีแคปชีวิตที่เขาเคยเขียนไว้ว่า ‘ปี 2025 เป็นปีที่รายล้อมไปด้วยคนที่รักและรักเรา’ ป๋อมแป๋มเล่าว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจลดงาน เพียงแต่วันนี้ชีวิตไม่ได้วุ่นวายหรือแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
มันมีเท่านี้ก็ใช้เท่านี้ ไม่เดือดร้อน ก็แฮปปี้แล้ว
เมื่อหลายรายการและบางโปรเจกต์จบลง คนบางกลุ่มที่เคยวนเวียนอยู่เพราะหน้าที่การงานก็ค่อยๆ หายไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นั่นคือคนที่สนิทและไว้ใจกันจริงๆ
หนึ่งในช่วงเวลาที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือทอล์กโชว์ ‘เกิด แก่ เจ็บ ยาย’ งานสแตนด์อัพคอมเมดี้ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาต้องยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนรับส่งมุก และไม่มีการตัดต่อแบบรายการโทรทัศน์
Photograph: theniti
พี่ยิ่งแก่ยิ่ง stage fright
แม้จะทำงานหน้ากล้องมานาน แต่เขายอมรับว่ายังกลัวเวทีอยู่เสมอ เพียงแต่ครั้งนี้เลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวหยุดตัวเองอีกต่อไป และบางที ในวัย 45 ปี ความสำเร็จอาจไม่ใช่การทำงานให้มากที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับคนที่รัก ได้ทำงานที่ไว้ใจกัน และยังกล้าลองสิ่งใหม่ๆ แม้จะยังกลัวอยู่ก็ตาม
Photograph: เทยเที่ยวไทย & friends
การกลับมาของ ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’
ป๋อมแป๋มยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเริ่มต้นทำคอนเสิร์ต ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’ ครั้งล่าสุด เขาเองก็แอบไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคนดูจะมาหรือเปล่า เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นค่อนข้างปุบปับ แถมฮอลล์ครั้งนี้ยังใหญ่กว่าที่เคยจัดกันมา
ครั้งนี้เขาลงมาดูงานตั้งแต่ต้นในฐานะ Creative Director ดูทั้งคอนเซปต์ เนื้อหา และสคริปต์ เรียกว่าเป็นการเคาะสนิมตัวเองอีกครั้งหลังห่างจากงานลักษณะนี้ไปพักใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจที่สุด กลับเป็นพลังของคนรอบตัว
แม้เวลาซ้อมจะน้อยกว่าครั้งก่อนๆ แต่โชว์กลับออกมาดีกว่าที่คิดไว้ อาจเพราะทุกคนบนเวทีต่างคิดถึงความสนุกแบบเดิมๆ พอๆ กัน และเมื่อถึงเวลาจริง พลังเหล่านั้นก็ส่งต่อไปถึงคนดูในฮอลล์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
Photograph: toeytiewthai_fc
‘เทยเที่ยวไทย’ ในวันที่ทุกคนโตขึ้น
แม้จะมีแฟนรายการเรียกร้องให้ ‘เทยเที่ยวไทย’ กลับมาอยู่เสมอ แต่ป๋อมแป๋มตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเป็นรายการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม คงไม่กลับไปทำแล้ว
เขาเล่าว่า เมื่ออายุ งาน และภาระชีวิตเพิ่มขึ้น การเดินทางก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกวันนี้ต้องคิดแล้วว่าไปเช้าเย็นกลับได้ไหม หรือบินไปแล้วกลับเลยไหวหรือเปล่า แม้จะหัวเราะกับคำว่า ‘แก่ขึ้น’ ของตัวเอง แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่าหลายอย่างเริ่มเหนื่อยใจเหนื่อยกายมากกว่าเมื่อก่อน ถึงอย่างนั้น ป๋อมแป๋มก็ไม่ได้ปิดโอกาสการกลับมาทำงานร่วมกับแก๊งเดิม เพราะสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเสมอ คือเคมีระหว่างทั้งสี่คน
มันเข้าขากันโดยธรรมชาติ ไม่ต้อง build ใหม่ ไม่ต้องจูนกันใหม่
บางทีสิ่งที่คนดูคิดถึง อาจไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยว แต่คือเอเนจี้ของกลุ่มเพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วสนุกโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร และดูเหมือนเขาเองก็ยังรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน
กระต่ายและสิ่งฮีลใจ
ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานหรือโลกข้างนอก ปลายทางที่ป๋อมแป๋มอยากกลับไปหาเสมอ คือแก๊งกระต่ายที่บ้าน เขาเล่าว่าปีก่อนเพิ่งสูญเสียกระต่ายไปถึงสองตัว จากเดิมที่เคยมีทั้งหมดห้าตัว และแม้จะคิดว่าตัวเองคงเสียใจแค่นิดหน่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับกระทบใจมากกว่าที่คิด
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
‘พอมันหายไปจริงๆ ก็เสียใจเยอะนะ’
ทุกวันนี้เขายังมีกระต่ายอยู่สี่ตัว และเรียกมันว่าเป็น ‘งานบำบัด’ อย่างหนึ่งของชีวิต เพราะกระต่ายไม่ใช่สัตว์ที่แสดงความรักตรงไปตรงมา ยิ่งต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้ใจ
Photograph: theniti
‘พอมันยอมมาเลีย มานอนข้างๆ เราจะรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จขั้นสุด’
สำหรับป๋อมแป๋ม การได้กลับบ้านมาอยู่เงียบๆ ในครัวหรือใช้เวลากับกระต่าย อาจเป็นความสุขเรียบง่ายที่ช่วยเยียวยาใจได้มากกว่าความวุ่นวายจากโลกข้างนอกเสียอีก
พื้นที่ส่วนตัวที่สบายใจ
ไม่ต่างจากวิธีที่เขาใช้โซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ เรียบง่าย แต่ค่อยๆ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนอ่าน หลายคนคุ้นเคยกับสเตตัสเล่าเรื่องไรเดอร์ เรื่องในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโมเมนต์เพ้อเจ้อในชีวิตประจำวันของเขา ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยบังคับตัวเองให้โพสต์อะไร เพียงแค่ถ้ามีเรื่องไหน กระทบใจแล้วอยากเล่าก็จะหยิบมาเล่าตามธรรมชาติ
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
'ช่วงหลังๆ อยากให้พื้นที่อินสตาแกรมมันเข้ามาแล้วสบายใจ'
เขาบอกว่าไม่ได้อยากใช้พื้นที่ออนไลน์ไปกับการด่าหรือระบายความโกรธ เพราะเคยเห็นมาแล้วว่าความรู้สึกด้านลบสามารถลุกลามต่อไปได้ง่ายแค่ไหน เลยเลือกเล่าเรื่องน่าหงุดหงิดต่างๆ ด้วยอารมณ์ขันแทน
คนแก่ที่ยังไม่ยอมแพ้
ในวัย 45 ปี ป๋อมแป๋มไม่ได้พยายามฝืนตัวเองให้ดูเด็ก แต่เลือกยอมรับความแก่ด้วยความเข้าใจ พร้อมดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งการเรียนต่อ เล่นกีฬา ฝึกสมอง และจัดระเบียบชีวิตให้ไม่จมอยู่กับความวุ่นวายตั้งแต่เช้า
สำหรับเขา ความแก่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะริ้วรอยคือประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่อยากต่อสู้จริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ตัวเองหมดไฟ หมดความอยากรู้อยากเห็น หรือกลายเป็นคนแก่ที่ขุ่นมัวกับโลก
ทุกเช้า เขาจึงเลือกเริ่มวันด้วยการออกกำลังกาย อ่านข่าว และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ก่อนค่อยเปิดรับโลกภายนอก ราวกับเป็นวิธีเล็กๆ ที่ช่วยยืนยันว่า แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตก็ยังสนุก และยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

Shopping
ดาร์กเฟมินิน ดอกไม้ และศิลปะ ‘Miura’ แบรนด์ที่ซ่อนจดหมายไว้ในทุกรอยเย็บ
หากคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือความตั้งใจของ ‘สกาย’ เจ้าของแบรนด์ Miura (มิอุระ) แบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายแค่เครื่องนุ่งห่ม แต่ขายเรื่องราว คุณค่าของเวลา และความมั่นใจ
จากจุดเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงหลักพัน สู่แบรนด์ที่ชาวต่างชาติหลงรักและกวาดซื้อจนหมดร้าน นี่คือเรื่องราวการเดินทางของหญิงสาวที่เปลี่ยนนามสกุลและตัวตนของเธอให้กลายเป็นงานคราฟต์ที่สวมใส่ได้
Photograph: Miura
จุดเริ่มต้นจากญี่ปุ่น และทุนก้อนแรก 9,000 บาท
ชีวิตของสกายผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนเรียนจบ เธอใช้ชีวิตวัยรุ่นที่นั่นอย่างคุ้มค่าด้วยการทดลองทำทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ ทำงานร้านอาหารไทย พนักงานโรงแรม ไปจนถึงไกด์ทัวร์ การต้องพิสูจน์ตัวเองในต่างแดนหล่อหลอมให้เธอเป็นคนทุ่มเทร้อยเปอร์เซนต์กับทุกสิ่งที่ทำ
เมื่อเรียนจบจากญี่ปุ่น สกายได้มาศึกษาต่อด้านการตลาดที่ไทย และประจวบช่วงโควิดพอดี เธอรู้ตัวว่าไม่ชอบงานสายคอร์ปอเรต เธอหลงใหลในศิลปะและแฟชั่น จึงเริ่มต้นแบรนด์จากสิ่งที่ชอบด้วยเงินทุน 9,000 บาท ที่เก็บหอมรอมริบมาจากการสอนภาษาญี่ปุ่นและขายโกโก้
โปรดักต์แรกของเธอไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นรองเท้าแตะทรงโมเดิร์นมิด (Modern-mid) เย็บมือทั้งหมด แต่ด้วยความที่สินค้าเป็นกลุ่มนิช (Niche) มากๆ และมีข้อจำกัดเรื่องไซซ์ เธอจึงตัดสินใจปรับเข็มทิศ นำความชอบด้านงานดีไซน์ เท็กซ์เจอร์ และผ้าพิมพ์ลาย มาทุ่มเทให้กับเสื้อผ้าและชุดเดรสแทน
Photograph: Miura
‘Miura’ นามสกุล ตัวตน และจดหมายถึงตัวเอง
“Miura คือนามสกุล มันเป็นช่วงที่เราเติบโตที่นั่น ได้รับประสบการณ์มากมาย และมันคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปจนตาย เลยกลายมาเป็นชื่อแบรนด์”
ชื่อแบรนด์ไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากตัวตนของเธอเอง สกายอธิบายว่า Miura สะท้อนคาแรกเตอร์ที่มีความเป็น ดาร์กเฟมินิน มีความลึกลับ นิ่ง ดิบ และพึ่งพาตัวเอง อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ‘ดอกไม้’ สำหรับเธอ ดอกไม้แต่ละดอกมีฟอร์มและเสน่ห์ที่ต่างกัน มันมีช่วงเวลาที่เบ่งบาน ห่อเหี่ยว และตายจากไป แต่สุดท้ายมันก็จะเกิดใหม่ได้เสมอ นอกจากนี้ ลายมือที่ปรากฏบนเสื้อผ้ายังมาจากนิสัยชอบเขียนไดอารี่ของเธอ เสื้อผ้าของ Miura จึงเปรียบเสมือน ‘จดหมาย’ ที่เธอเขียนถึงตัวเองในอนาคต และส่งต่อข้อความแห่งความภูมิใจนั้นไปยังผู้สวมใส่คนอื่นๆ ด้วย
Photograph: Lalitphat
ความท้าทายของการเริ่มทำแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21
การเลือกทำแบรนด์งานคราฟต์ที่เจาะตลาด Niche Market ในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย สกายเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เด็ก ตลอดจนกลับมาไทยในช่วงอายุ 19 ปี หาเงินจากการขายโกโก้ สอนภาษาญี่ปุ่น จนรวบรวมเงินทุนแรกเพื่อสร้างแบรนด์ตอนอายุ 21 ปี ทำให้ต้องเผชิญกับอคติและการถูกเปรียบเทียบในเรื่องของอายุและความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
“เราไม่ได้มองว่าร้านเราเป็นร้านแฟชั่นจัดๆ แต่มันคือพิพิธภัณฑ์ เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ให้คุณได้เข้ามาชม สวมใส่ชุด สวมใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป”
‘มันสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเองทุกวันว่าให้ทำต่อไป ทำจนกว่าคนของเราจะมองเห็น เราตอบผลลัพธ์ให้ตัวเองฟังว่าเราตั้งใจแค่ไหน และพอใจกับจุดๆ นั้น’ เธอเล่า
Photograph: Miura
งานศิลปะที่พกพาได้ และความประณีตฉบับ DIY
เสน่ห์ของ Miura คือการเบลนด์งานศิลปะเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริง สกายไม่ได้เรียนจบแฟชั่น ทุกอย่างคือการศึกษาด้วยตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับ ‘วัสดุ’ เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เธอลงพื้นที่ค้นหาผ้าจากแหล่งต่างๆ อย่างสำเพ็ง หรือร้านประจำอย่างคลองสานและ Bulliontex ด้วยตัวเอง
การผลิตของ Miura ไม่ใช่งานอุตสาหกรรมแมสโปรดักชัน แต่ละคอลเล็กชันผลิตเพียง 25-50 ตัว โดยความร่วมมือจากช่างฝีมือท้องถิ่น คุณลุงคุณป้าที่มีสตูดิโอเล็กๆ ในบ้านตามจังหวัดต่างๆ อย่างกาญจนบุรี
"การที่เราทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง มันได้มากกว่าผลกำไร แต่มันคือการเติบโตทางสปิริต เราล้มเอง พลาดเอง มันคือความภูมิใจแบบเงียบๆ ที่ทุกชิ้นผ่านมือและความตั้งใจของเรา ทำให้แบรนด์หยั่งรากลึกและมีชีวิต"
เสื้อผ้าของแบรนด์มักเป็นแบบฟรีไซซ์ที่ปรับแก้มาหลายครั้งเพื่อให้เข้ากับผู้หญิงหลากหลายรูปร่าง ลูกค้าหลายคนบอกว่าชุดของ Miura ดูเหมือนของวินเทจ ซึ่งสกายมองว่าเป็นคำชมที่ดี เพราะของวินเทจคือของที่มีชิ้นเดียวในโลก และคนใส่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
Photograph: Miura
สีแดงก่ำ โทนสีที่สะท้อนคาแรกเตอร์
หากต้องนิยามสีที่เป็นตัวแทนของ Miura สกายเลือก ‘สีแดงก่ำ’
“พอพูดถึงชื่อ Miura เราจะเห็นภาพผู้หญิงผมสั้น ใส่เดรสสีแดงก่ำ นิ่งๆ มีความมั่นใจในตัวเอง มีความดาร์กเฟมินิน ลึกลับ และผยองในตัวเองนิดๆ”
แม้ในร้านจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีแดงเยอะที่สุด แต่สีนี้กลับสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด
Photograph: Miura
การเติบโตอย่างช้าๆ ท่ามกลางยุค Fast Fashion
ในยุคที่ทุกอย่างมาไวไปไว Miura เลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง มันไม่ใช่การตีตั๋วเครื่องบินฟาสต์แทร็กเพื่อพุ่งชนเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่มันคือการขับรถเดินทางไกล ค่อยๆ ซึมซับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง แวะพูดคุยทำความรู้จักกับช่างฝีมือท้องถิ่นตามต่างจังหวัด และใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จนจอดลงสู่จุดหมายปลายทางที่เธอเห็นภาพนั้นอย่างลึกซึ้งในที่สุด สกายไม่ได้ป่าวประกาศว่าแบรนด์ของเธอใช้เวลาทำนานแค่ไหน แต่ปล่อยให้รอยเย็บ การวางผ้า และดีเทลที่ไม่ได้เนี้ยบกริบแบบโรงงาน เป็นตัวเล่าเรื่องว่าสิ่งนี้ ‘ถูกสร้างขึ้น’ ไม่ใช่ ‘ถูกผลิตขึ้น’
“เราขอให้ Miura โตช้าๆ แบบมั่นคง สร้างฐานให้แข็งแกร่ง ดีกว่าที่จะมาพีคแล้วหายไป คนที่เป็นทาร์เก็ตของเราคือคนที่ให้ค่ากับความรู้สึกมากกว่าความเร็ว เขาไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ชิ้นที่เขามีต้องมีความหมาย ใส่ซ้ำได้ และไม่เบื่อ”
ปัจจุบัน ลูกค้า 80-90% ของ Miura คือชาวต่างชาติ ที่หลงใหลในความใกล้ชิดและ ‘ชีวิต’ ของแบรนด์ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากแบรนด์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศของพวกเขา ทั้งนี้ Miura ยังสามารถสั่งคัสตอมตามความชอบของลูกค้าสำหรับโอกาสพิเศษอีกด้วย โดยเธอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยมของลูกค้า ภูมิหลัง งานอดิเรก หรือแม้แต่แนวเพลงที่ชอบ แล้วร้อยมันเข้าด้วยกันกับตัวตนแบรนด์ ถักทอจนออกมาเป็นชุดที่มีหนึ่งเดียวในโลก
Photograph: Miura
แหล่งชุบชูไอเดีย ตลาดน้อย และ GalileOasis
เมื่อคิดงานไม่ออก สกายไม่บังคับตัวเองให้ต้องโปรดักทีฟตลอดเวลา เธอจะหยุดพักและออกไปซึมซับบรรยากาศรอบตัว แหล่งหาไอเดียโปรดของเธอคือ ตลาดน้อย ย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานความโลคอลกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โดยไม่ถูกกลืนกินไปด้วยกระแสการท่องเที่ยวจนเสียตัวตน และ GalileOasis คอมมูนิตี้สีเขียวใจกลางกรุงที่รวบรวมตั้งแต่โรงแรมยันศิลปะมาไว้ในพื้นที่เดียว รวมถึง Miura เองด้วย พื้นที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ได้นั่งมองผู้คน พูดคุย และแลกเปลี่ยนบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่แวะเวียนมา
ในอนาคตอันใกล้นี้ Miura จะขยายสาขาไปในย่านตลาดน้อย โดยตั้งใจให้เป็น Standalone และคอมมูนิตี้สเปซที่มีคาเฟ่ เพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้เวลาและดื่มด่ำกับบรรยากาศ มากกว่าแค่การซื้อมาขายไป รวมถึงการขยายไปเป็นส่วนหนึ่งของ Exhibition ในระดับโกลบอลที่ไต้หวันที่สกายมั่นใจแล้วว่า คนที่เธอส่งมอบให้นั้นรู้สึกในจังหวะเดียวกันกับแบรนด์จริงๆ
Photograph: Lalitphat
เริ่มลงมือทำ อย่ารอให้พร้อม
คำแนะนำของสกายสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากทำแบรนด์งานคราฟต์ คือ การลงมือทำทันทีและความสม่ำเสมอ ‘อย่ารอให้พร้อมทั้งหมดค่ะ ถ้าคิดวันนี้ พรุ่งนี้ทำเลย ถ้ามัวแต่รอจังหวะ มันก็จะไม่เกิดการลงมือทำสักที ต้องมีความอดทน ทำมันอย่างสม่ำเสมอในวันที่คนอื่นหยุด สักวันคนจะเห็นความตั้งใจของเราเอง’
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เจ้าของแบรนด์วัยรุ่นคนนี้อยากเห็น ไม่ใช่แค่ยอดขายที่พุ่งทะยาน แต่เป็นจุดมุ่งหมายแสนเรียบง่ายและหนักแน่น ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดของ Miura รู้สึกแบบนี้เมื่อมองตัวเองในกระจก
"อยากให้เขามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าจะปรับเข้าหาบุคลิกของเขาเอง อยากให้เขารู้สึกสวย เห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ค่ะ"
Photograph: Miura
และนั่นคือจิตวิญญาณทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของ Miura เธอไม่ได้อยากให้ลูกค้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเข้ากับชุด หรือลดทอนตัวตนเพื่อเอาใจใคร แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสวมชุดของแบรนด์นี้แล้วมองลึกลงไปในกระจก จงสวมใส่มันอย่างสง่างาม สวยงาม และออกไปใช้ชีวิตใน ‘วิถีทางของคุณเอง’
ปัจจุบัน Miura มีร้านอยู่ที่ Galerie des Amis ในโครงการ GalileOasis (ห่างจาก BTS ราชเทวี ประมาณ 700 เมตร) เปิดทุกพุธ-จันทร์ เวลา 9.00-19.00 น.
สามารถติดตามและสั่งซื้อได้ที่ IG: @miura.th

Restaurants
ถ้านี่ไม่ใช่คุกกี้ที่มีจิตวิญญาณที่สุดในกรุงเทพฯ ในขณะนี้ แถมยังเป็นคุกกี้ที่หายากที่สุดด้วย!
คุกกี้ การ์ตูน และของสะสมเข้ามาปะทะในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศ Time Out กล่อง Super Cookie Friends ปรากฏตัวขึ้น! เมื่อเปิดดูในถุง คล้ายกับกล่องจุ่มสุดฮิต และสิ่งแรกที่เราเห็นคือด้านบนของกล่อง ‘ได้เวลาออกมาทำหน้าที่คุกกี้ที่ดีที่สุดกัน!’
Photograph: Super Cookie Friends
เราหยิบกล่องออกมาแล้วไล่สายตาตามงานภาพสีสันน่ารักไปรอบๆ จากนั้นเจ้าก้อนกลมยิ้มแฉ่งโผล่มา และนี่คือ ‘Chunk’ แห่งเมือง Cookie Town นั่นเอง และถ้าคุณมองดีๆ จะเห็นว่าโปรดักต์และประโยคน่ารักๆ วางซ่อนอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วก็เห็นหน้าเจ้า Chunk อีกครั้ง บินทะลุอวกาศกลับมาพร้อมเพื่อนขนมปังขิงของเขา
Photograph: Super Cookie Friends
เปิดกล่องขึ้นมา คุณจะได้เจอกับเจ้า Chunk (หลายก้อน) ‘สวัสดีเพื่อนยาก ตอนนี้คุณคือเจ้าของกล่องคุกกี้สุดพิเศษ ที่ถูกทำขึ้นด้วยมือเพื่อคุณโดยเฉพาะ’ พร้อมทั้งภาพประกอบแนะนำวิธีการกินให้ได้อรรถรสที่สุด คุณจะสังเกตเห็นปีกข้างกล่อง เปิดออกแล้วฉากก็ขยายต่อเนื่องออกไป เป็นดีเทลสนุกๆ ที่ถูกค้นพบ มองเข้าไปในตัวจะเห็นคำว่า ‘พาฉันไปยัง Cookie Town’ และลิงก์ไปยังชุมชนสะสมแต้ม ความสนุกของ Super Cookie Friends ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
Photograph: Super Cookie Friends
มาถึงตัวคุกกี้ พระเอกของเรา ถูกเรียงจากซ้ายไปขวาที่จัดวางอย่างตั้งใจ สิ่งที่ผู้สร้างเรียกว่า ‘กองทัพความอร่อย’ และผู้อยู่เบื้องหลังความสนุกนี้คือ David Fine ชาวลอนดอนโดยกำเนิด ผู้มีพลังสร้างสรรค์แบบฉุดไม่อยู่ ที่มักพาเขาเลี้ยวออกจากเส้นทางเดิมที่เคยคิดไว้ เขาเคยเป็นหลายอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะกราฟิกดีไซเนอร์, ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อที่ได้รับ Royal Warrant to the Queen, ดีเจเฮาส์และเทคโน, ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง, แฟชั่นบายเออร์, และนักวางกลยุทธ์แบรนด์, และตอนนี้เขาเป็น ‘คุกกี้เมกเกอร์’ ในกรุงเทพฯ ก็คงเหมือนกับอีกอาชีพหนึ่งของเขา‘ผมหมกมุ่นกับรายละเอียดมาโดยตลอด’ เขาว่า ‘ผมโฟกัสกับดีเทลและทำมันให้ถูกต้องที่สุด และพาไปให้ถึงเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้’
Photograph: Super Cookie Friends
เรื่องราวต้นกำเนิดเริ่มต้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย David เคยทำเอเจนซี่ครีเอทีฟที่กรีซ ช่วยฝาแฝดชาวอเมริกันที่ขายคุกกี้ขนมปังขิงทุกคริสต์มาสจากร้านเบเกอรี่ของพวกเขา คุกกี้ขายดีจนลูกค้าถามหาตลอดทั้งปี ฝาแฝดจึงต้องการความช่วยเหลือด้านการตลาด แต่สิ่งที่ดึงดูด David กลับเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ตัวละครขนมปังขิง มาสคอต แอนิเมชัน โลกทั้งใบที่สร้างขึ้นรอบโปรดักต์ แม้ความสัมพันธ์ในการทำงานจบลงค่อนข้างกะทันหัน แต่บางอย่างถูกปลดล็อกแล้ว ‘ประสบการณ์นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผมเปลี่ยนเส้นทาง’ เขากล่าว
เขากำลังเดินอยู่บนสนามกอล์ฟกับภรรยา ‘Koalie’ ชื่อเล่นที่เขาเรียกเธอจนแทบเป็นชื่อจริง ตอนที่ไอเดียผุดขึ้นมา เขาอยากทำแบรนด์คุกกี้ของตัวเอง อยากเรียกว่า Super Cookie Friends เขาไม่รู้แน่ชัดว่าชื่อนี้มาจากไหน แต่เข้าใจความหมายทันทีที่มันเกิดขึ้น ‘ความหลงใหลในการ์ตูนและของสะสมของผม รวมทั้งผุดไอเดียเรื่องกลุ่มตัวละครหน้ายิ้ม เป็นมิตร และมีพลังงานดี ซึ่งแต่ละตัวก็อยู่บนเส้นทางพัฒนาของตัวเอง ผมคิดว่าเราจะใช้ตัวละครสร้างแรงบันดาลใจและความหมายลึกซึ้งในแบบสนุกๆ ได้’
Photograph: Super Cookie Friends
‘ไปประเทศไทยกันเถอะ’ เขาบอกกับ Koalie พวกเขาเข้าเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2556 และวางแผนจะกลับมาเสมอ ‘เราบอกว่าไปลองทำมันให้สำเร็จกัน’ พวกเขาเก็บของแล้วขึ้นเครื่องบิน ปรากฏว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคุกกี้ สิ่งที่ขาดคือความดื้อรั้นของ David เขาใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาพาร์ตเนอร์เบเกอรี่ ลองคุกกี้หลายร้อยชิ้นทั่วเมือง ทดสอบกับคนทำขนม 3 - 4 คน แต่ไม่มีใครทำให้เขามั่นใจ ‘คุกกี้มันนุ่มเกินไป เหนียวเละ หรือไม่มี texture ที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด มันจึงไม่ถึงสำหรับผม’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
‘เงินเป็นเรื่องหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง’ เขากล่าว แต่สำหรับเขา จิตวิญญาณต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง งานออกแบบ หรือทุกอย่างที่ทำ ล้วนให้ศิลปะนำการค้า และจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังยึดถือกับหลักการนั้น
วันหนึ่ง Koalie หยิบตำราอาหารสแกนดิเนเวียจากร้านหนังสือญี่ปุ่น ทั้งคู่ไปนั่งคาเฟ่ใกล้ๆ สั่งกาแฟ David เปิดดูสูตร แล้วความรู้สึกคุ้นเคยก็มาถึง
‘นี่ Koalie ผมมีไอเดียแล้วล่ะ’
‘มาหาวิธีทำคุกกี้ที่ดีที่สุดกันเถอะ’
พวกเขาซื้อเครื่องผสมสีชมพูอ่อนกลับบ้านทันที ‘ครั้งหนึ่งผมเคยมิกซ์แผ่นเสียง’ David กล่าว ‘แต่ตอนนี้ตอนนี้ผมมิกซ์แป้งด้วยล่ะ’
Photograph: Super Cookie Friends
สำหรับคุกกี้ชุดแรกนั้น เขาเดินตรงไปที่ร้าน ‘Tarns coffee’ ในสวนพลู เจ้าของร้านนี้เป็นคนที่กินคุกกี้ของเขาทุกเวอร์ชันมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคุกกี้ตัวหลักจึงถูกตั้งชื่อตามเธอ ‘Atomic choc chunk’
‘เธอชอบมันมาก บอกว่าผมเป็นคนทำขนมที่ยอดเยี่ยม และผมก็คิดว่าผมทำสำเร็จแล้ว’เขาหยุดคิดเล็กน้อย‘แต่ผมคิดว่ามันมีกราฟอยู่’ กราฟที่ David ชี้ให้ดู คือวงจรอารมณ์ของการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ตามมาคือหลายเดือนของการอบ ทดลอง ทิ้ง แจกให้ทุกคนที่ยินดีจะกินมัน ปรับ และปรับอีกครั้ง
เขารู้ว่าคุกกี้แบบไหนที่เขากำลังไล่ตาม คุกกี้สไตล์นิวยอร์ก โดยเฉพาะแบบที่โด่งดังจาก ‘Levain Bakery’ ในแมนฮัตตัน มีความเป็นบิสกิตและค่อนข้างกรอบด้านนอก นุ่มหนึบตรงกลาง และเต็มไปด้วยส่วนผสมจำนวนมาก ไม่ใช่คุกกี้เนื้อนุ่มที่เริ่มปรากฏทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ชื่อ ‘New York’
‘มีคนจำนวนมากเรียกคุกกี้นุ่มๆ ว่า New York cookies แต่มันเป็นคนละอย่าง’
เขาไม่ต้องการแข่งขันกับสิ่งเหล่านั้น เขาต้องการนำเสนอสิ่งที่คนที่เคยกินของจริง และหาไม่ได้ที่ไหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะสามารถจดจำได้มันจริงๆ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
David พิถีพิถันกับวัตถุดิบ ช็อกโกแลตเบลเยียม เนยฝรั่งเศส ไข่ออร์แกนิกเลี้ยงปล่อยอิสระ ลดน้ำตาลให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะปรับได้แต่ยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ ทำมาร์ชแมลโลว์เอง ทำเมอแรงก์เอง ‘ผมไม่ชอบคุกกี้หวานเลี่ยน และมีเนื้อแฉะ ผมอยากให้มันซับซ้อน’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
แต่ละสูตรมีขั้นตอนของมันเอง เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในกล่อง ให้มีการผสมผสานของโปรไฟล์รสชาติอย่างลงตัว ทั้งความนัตตี้ เค็ม หวานจากผลไม้ และช็อกโกแลต จากนั้นฤดูกาลและช่วงเทศกาลจึงเข้ามามีบทบาท และที่สำคัญที่สุดคือแรงบันดาลใจส่วนตัว ‘เราจะคิดถึงรสชาติที่เคยสัมผัสและมีความหมายกับเรา และนำแรงบันดาลใจจากพื้นเพของเรามาใช้’ David เกิดที่ลอนดอน ส่วน Koalie มีรากเหง้าแบบญี่ปุ่น วัยเด็กและการเดินทางของทั้งคู่แทรกซึมอยู่ในทุกสูตร แม้บางครั้งจะไม่ได้ชัดเจนในทันทีนัก สำหรับซีรีส์ขนมพุดดิ้งคลาสสิกสไตล์อังกฤษที่กำลังจะมาถึง เขาเพียงบอกสั้นๆ ว่า ‘โปรดติดตามตอนต่อไป’
Photograph: Super Cookie Friends
เมื่อทิศทางชัดเจนแล้ว เขาจะสเก็ตช์องค์ประกอบของขนม ทั้งส่วนผสมที่คลุกเข้าไป ไส้ด้านใน และท็อปปิ้ง พร้อมคิดล่วงหน้าว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร และความรู้สึกตอนกัดจะเป็นแบบไหน ตั้งแต่ก่อนจะชั่งแป้งแม้แต่กรัมเดียว จากนั้นขั้นตอนการอบจึงเริ่มขึ้น ‘เราจะอบมันจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพจะออกมาดีอย่างสม่ำเสมอ ทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสมีความสมดุล’
Photograph: Super Cookie Friends
เขาบอกว่าสูตรหนึ่งจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ‘เมื่อมันอร่อยได้อย่างสม่ำเสมอ’ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงจริงๆ เสมอไป ตอนนี้เขากำลังทดลองเพิ่มเลมอนดริซเซิลลงในคุกกี้เลมอนเมอแรงก์ที่ใช้ชื่อว่า ‘zest you try’ หากการปรับนี้ได้ผล สูตรก็จะถูกอัปเดตต่อไป
Photograph: Super Cookie Friends
และเรื่องราวของมาร์ชแมลโลว์ที่จะเล่าคือภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของวิธีคิดของเขา
เขาเริ่มต้นด้วยการซื้อมาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปมาใช้ในคุกกี้ดับเบิลช็อกโกแลตเฮเซลนัต เมนูคลาสสิกจากวัยเด็ก แต่เมื่ออ่านรายการส่วนผสม เขากลับรู้สึกไม่สบายใจกับมัน จึงตัดสินใจทำมาร์ชแมลโลว์เอง อย่างไรก็ตาม มาร์ชแมลโลว์โฮมเมดไม่สามารถทนต่อความร้อนในเตาอบได้ มันละลายกลายเป็นบางสิ่งที่ ‘เหนียว หนึบ ยืดได้ และสนุกดี’ แต่สุดท้ายแล้วมันก็แทบไม่ต่างจากคาราเมลที่มีน้ำตาลสูงเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้คุกกี้เสียไปเลย เขากลับไปใช้มาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปอีกครั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่คำตอบ
‘ผมบอกตัวเองว่า มันต้องมีวิธีอื่นสิ’ และในที่สุดเขาก็พบทางออก อบคุกกี้ให้เสร็จ จากนั้นโรยเกลือทะเลทันทีที่นำออกจากเตา วางมาร์ชแมลโลว์ลงด้านบนในขณะที่ความร้อนยังคงได้ที่ ปล่อยให้มันเริ่มละลายเองตามธรรมชาติ แล้วจึงใช้ไฟเบิร์นด้านบนเพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์เหมือนมาร์ชแมลโลว์ย่างกองไฟ โดยยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ยังมีคุกกี้อีกแบบหนึ่งที่ยังไม่สำเร็จเสียที ในอังกฤษมีรถขายไอศกรีมที่เรียกว่า ‘Mr Whippy’ จะมีซอฟต์เสิร์ฟในโคนเวเฟอร์ที่ขึ้นรูปเป็นเปลือกหอยนางรม ด้านในใส่มาร์ชแมลโลว์ ช็อกโกแลต และเฮเซลนัต มันเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเขา David จึงพยายามถ่ายทอดขนมนี้ให้ออกมาในรูปแบบคุกกี้ แต่บัตเตอร์ครีมที่มีความเสถียรพอจะทนต่อการจัดส่งได้นานหนึ่งวันหรือมากกว่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่เขาหาคำตอบไม่ได้ ‘แต่เราจะไม่ลืมมัน’ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนว่า oyster cookie ไม่ใช่การทดลองที่ล้มเหลว หากแต่เป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้น
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 2 วัน เขาค่อนข้างมั่นใจในคำพูดของเขา (แทบจะมั่นใจ 100%) ว่าไม่มีใครใช้สูตรหรือวิธีการแบบเดียวกัน ‘นี่ไม่ใช่คุกกี้สูตรคุณป้าแน่นอน!’
Photograph: Super Cookie Friends
Super Cookie Friends ในปีนี้ปล่อยมออกมาทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่
atomic choc chunk (ช็อกโกแลตชังก์ และวอลนัต)
double choc marsh (ดับเบิลช็อกโกแลตและมาร์ชแมลโลว์)
adults only (ดับเบิลช็อกโกแลตและกราโนลา)
zest you try (เมอแรงก์เลมอน)
apple crumble (แอปเปิลครัมเบิล)
และทั้งหมดนี้จำกัด 100 ชิ้นต่อสัปดาห์ ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นปรัชญา เขาเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว คำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามา การผลิตต้องเร่งรีบภายใต้แรงกดดัน คุณภาพเริ่มตกลง และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็ไม่มีใครจดจำพวกเขาได้อีก
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
Photograph: Super Cookie Friends
เขาต้องการสิ่งตรงกันข้าม การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากรากฐานที่มั่นคง การบอกต่อแบบปากต่อปาก และชุมชนที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ แทนที่จะเพียงบริโภคมันแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘เราต้องการให้มั่นใจว่าคุณภาพและความสม่ำเสมออยู่ในระดับสูง’ เขากล่าว ‘และปล่อยให้ผู้คนบอกต่อเพื่อน แชร์คุกกี้ลงโซเชียล ซื้อให้คนอื่นเป็นของขวัญ เราก็จะเติบโตอย่างมั่นคง บนรากฐานที่แข็งแรง ไปกับผู้คนที่ใส่ใจในคุกกี้อย่างแท้จริง’
Photograph: Super Cookie Friends
ไลน์อัปประจำสัปดาห์ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อความสมดุล มีทั้งรสนัตตี้ เค็ม หวานผลไม้ ช็อกโกแลต และอีกรสชาติอื่นๆ ที่มีความสนุกแฝงอยู่ โดยจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและช่วงเวลาสำคัญ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
อย่างช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เขาใช้ ‘ruby chocolate’ ซึ่งทำจากเมล็ดโกโก้สีชมพูธรรมชาติที่หายาก เมนูพิเศษช่วงตรุษจีนคือ ‘fortune cup’ ‘การหา Reese’s Cups ในกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนการล่าขุมทรัพย์’ นี่คือคำพูดของ David เอง ส่วนช่วงอีสเตอร์จะขึ้นอยู่กับการหาแหล่ง ‘cadbury mini eggs’ ที่เชื่อถือได้ รสชาติต่างๆ จะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ไลน์อัปทีละสัปดาห์ และในอนาคต ไลน์อัปที่มี 5 รสชาตินี้อาจขยายเพิ่มขึ้น เพราะ David รู้ดีว่าการตัดรสชาติที่ลูกค้ารักออกไป ไม่ใช่การตัดสินใจที่ทำได้อย่างง่ายดาย

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลังNew York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง
Photograph: Jesper Haynes
เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลังภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ
นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร
ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า
เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก
“ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว”
สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง
Photograph: Jesper Haynes
ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น
Photograph: Jesper Haynes
หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ
Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด
“สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว”
เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น
Photograph: Jesper Haynes
ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ
ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย
Photograph: Jesper Haynes
แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้วบางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน
เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวดนี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง
Photograph: Jesper Haynes
3 ภาพ 3 บริบท
แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ
Photograph: Jesper Haynes
กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต
การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว
Photograph: Jesper Haynes
ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า
สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี
ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง
“ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว”
ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร
Photograph: Jesper Haynes
หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย

Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ ไม่ใช่แค่เพราะคิ้วโก่งอันเป็นเอกลักษณ์ วิกผมยาวสลวย หรือแฟชั่นจัดเต็มระดับพรมแดง แต่เพราะเบื้องหลังภาพตลกเหล่านั้น คือเรื่องราวของการดูแล ความรับผิดชอบ และสายใยบางอย่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน
สำหรับ แบล็ค-พรหมพิริยะ บัตรวิเศษ การเลี้ยงน้องหมาไม่ใช่แค่การรับสัตว์มาอยู่ด้วย แต่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ในชีวิต พื้นที่ที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และยอมรับว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยงามเหมือนในหน้าฟีด การพบกันโดยบังเอิญกับชิวาวาตัวเล็กคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะพาเขาและน้องหมาไปไกลแค่ไหน
Photograph: nesmailova
แรงบันดาลใจในการเริ่มเลี้ยงน้องหมาตัวแรกมาจากไหน?
เริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ผมเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบงานครีเอทีฟในการใช้ชีวิต และการออกแบบอยู่แล้วครับ แต่ชีวิตนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลย วันหนึ่งผมพาเพื่อนไปซื้อหมา แล้วดันไปสะดุดตากับน้องหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในกรงแล้วเจ็บขา เราก็รู้สึกสงสารที่เขาตัวเล็ก คนขายเขาก็หลอกเราว่า ‘น้องตัวแค่นี้แหละ ไม่โตหรอก’ ซึ่งมันเมื่อ 4 ปีที่แล้วนะ เราก็คิดว่าน่าจะเลี้ยงในคอนโดได้ เลยตัดสินใจรับมา
‘จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกทั้งเรื่องขนาดตัวที่เขาบอกว่าน้องจะไม่โต และเรื่องขาที่บอกว่าเดี๋ยวก็หาย สรุปน้องแคเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องพาไปฝังเข็มรักษากันเป็นปีเลยกว่าจะหาย’
Photograph: nesmailova
แล้วกลายเป็น ‘น้องหมามีคิ้ว’ ได้อย่างไร?
‘พอเริ่มเลี้ยง ผมก็ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในตัวน้องในทุกๆ วัน พาน้องแต่งตัว ใส่วิกผม แล้วที่สำคัญคือผมเขียนคิ้วให้น้อง’
ปกติคนอื่นอาจจะเขียนคิ้วหมาเป็นปื้นๆ แต่น้องแคเนี่ยต้องคิ้วคม โก่ง และสวย แล้วมันเข้ากับโครงหน้าเขามาก เพราะหน้าเขายาว ตาก็ไม่เหมือนชิวาว่าทั่วไปที่จะกลมๆ แต่ตาเขาเหมือนตาคน พอเขียนคิ้วปุ๊บมันเข้ามากครับ
Photograph: nesmailova
จุดเริ่มต้นของเพจ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ เกิดขึ้นตอนไหน?
สมัยก่อนยังไม่มี TikTok ครับ ผมจะอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘คนรักชิวาว่า’ ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าคน ผมก็โพสต์รูปลงในกลุ่มนั้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ บอกว่าเปิดเพจสิ อยากตามน้องทุกวันเพราะในกลุ่มคนเยอะมากเขากลัวหาโพสต์เราไม่เจอ เขาอยากเห็นน้องแต่งตัว เขียนคิ้ว ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเพจตามคำเชียร์ครับ
ใช้เวลานานไหมกว่าเพจจะเริ่มมีชื่อเสียง และจุดเปลี่ยนคืออะไร?
อยู่ในกลุ่มประมาณ 1 ปีครับ พอปีที่สองถึงเริ่มทำเพจจริงจัง ช่วงแรกคอนเทนต์ก็มีแค่แต่งตัวแฟชั่นกับเขียนคิ้ว แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือการ คัฟเวอร์ (Cover) ครับ ช่วงนั้นฮิตแต่งตามดาราพรมแดง นางงาม หรือคนดัง
‘ด้วยความที่บ้านผมเป็นช่างเย็บผ้าอยู่แล้ว ผมก็ออกแบบและตัดชุดกันเดี๋ยวนั้นเลย มันทำให้คนรอดูว่าถ้ามีคนดังใส่ชุดอะไร น้องแคจะมาไหม แล้วมันก็กลายเป็นจุดพีคที่ทำให้ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาครับ’
โพสต์ไหนที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด ของเพจ?
น่าจะเป็นช่วงการ Comeback ของลิซ่า Blackpink ครับ เป็นกระแสที่สุดและมีดราม่าเยอะที่สุดด้วย แต่มันก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นจากจุดนั้นครับ
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ความรู้สึกตอนเริ่มมีสปอนเซอร์ติดต่อมาหา ‘น้องหมา’ ครั้งแรกเป็นอย่างไร?
ท้าทายมากครับ เพราะสินค้าที่ติดต่อมา 80% เป็นสินค้าของคน ตอนแรกเขาก็ทักมาแนวอยากให้ค่าขนมน้อง ช่วยรีวิวให้หน่อยได้ไหม งานแรกที่รับจริงจังคือแชมพูสุนัขครับ โปรโมทเรื่องเส้นผมสวย คลิปนั้นไวรัลมาก ยอดวิว 5-6 ล้านภายในวันเดียว เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อนยังไม่มีใครเอาหมามาใส่วิกเขียนคิ้วรีวิวแบบนี้
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
มีงานไหนที่รู้สึกว่าท้าทายหรือแปลกที่สุดไหม?
ผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดหนักเลยว่าจะรีวิวยังไงดี โดยที่ในคลิปไม่ต้องมีคนเลย แต่มันคือสิ่งที่เราไม่เคยทำ และผลตอบรับก็ดีมาก คนรู้สึกเซอร์ไพรส์ว่าน้องหมารีวิวของแบบนี้ได้ด้วย หลังจากนั้นงานก็มาเรื่อยๆ ครับ
สมาชิกใหม่ ‘แคสเปอร์’ และมิตรภาพที่น่าประหลาดใจ
Photograph: nesmailova
‘พอเลี้ยงน้องแคเราได้รับโมเมนต์ดีๆ ที่ไม่เคยเจอ การมีหมาทำให้เรามีกิจกรรมทำตลอดเวลา ผมเลยอยากเลี้ยงเพิ่มแต่ตั้งใจว่า ‘จะไม่ซื้อ’ แต่จะรับเลี้ยงหมาจรแทน’
ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 4 ตัว น้องแคตัวแรก อีกสองตัวซื้อต่อมาจากฟาร์มที่จะปิด ส่วนน้องแคสเปอร์ ผมไปเจอจาก ‘เพจรักหมา’ เขาประกาศหาบ้านให้น้องหมา 3 ขาที่ช่วยมาจากฟาร์มที่ผลิตสุนัขเยอะจนน้องพิการแล้วเขาไม่เอาเพราะขายไม่ได้ ผมเลยทักไปบอกว่าเรามาจากเพจน้องแคนะ โชคดีที่เขารู้จักน้องแคอยู่แล้ว เขาเลยไว้ใจยกให้ครับ
‘แคสเปอร์’ และมีมปากเบะ ที่กลายเป็นไวรัลระดับประเทศ
View this post on Instagram A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ตอนรับมาแรกๆ หน้าเขายังปกติครับ แต่พอโตขึ้นปากเริ่มคว่ำลงเรื่อยๆ น่าจะเพราะเนื้อหนังตรงปากเขามันหย่อน คาแรกเตอร์นี้ชัดขึ้นมากตอนที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อุ้ม ในงาน Major Dog Day ครั้งที่ 4 ครับ ท่านกลัวน้องเจ็บเลยอุ้มแบบหลวมๆ น้องเลยทำหน้าเหมือนกลัวตกจนหน้าแหยะปากคว่ำ กลายเป็นมีมที่ดังมาก
‘หลายคนเถียงกันว่าใช้ AI แต่งรูปหรือเปล่า แล้วก็มีคนใน TikTok แอบถ่ายน้องตอนออกงานมาลง แล้วบอกว่า ‘ฉันเห็นตัวจริง ชีก็ทำหน้าแบบนี้ทั้งวัน!’ คือมันมีคนมาช่วยคอนเฟิร์มเยอะมากว่าไม่ได้แต่งรูปนะ อุ้มไปไหนนางก็หน้าเบะแบบนี้แหละ (หัวเราะ)’
ความสัมพันธ์ของ ‘แคลอรี่’ และ ‘แคสเปอร์’
Photograph: nesmailova
แปลกมากครับ ปกติน้องแคจะไม่เอาใครเลยในบ้าน ขู่หมาตัวอื่นตลอด แต่พอน้องแคสเปอร์มา เขาสองตัวเชื่อมกันได้เองโดยไม่ต้องพยายามเลย
‘แคสเปอร์เขามี 3 ขา เขาจะชอบมานั่งพิงน้องแคเพื่อพยุงตัวเขาจะไม่ยอมนั่งคนเดียว แต่ถ้ามีน้องแคนั่งด้วยเขาจะนั่งนิ่งได้นานมาก’
นิสัยของทั้งคู่ต่างกันแค่ไหน?
น้องแคจะนิ่ง เชิด มีความเป็น ‘ตัวแม่’ รักผมคนเดียว ส่วนน้องแคสเปอร์จะมีจริตเด็กๆ ซน ชอบแกล้ง ชอบงับหูงับขาพี่
ชีวิตประจำวันของแคลอรี่และแคสเปอร์เป็นอย่างไรบ้าง?
ตื่นเช้ามาผมจะพาน้องไปทำธุระในสวนข้างบ้านครับ คุณแม่จะทำอาหารสดให้ทานทุกวัน ทั้งไก่ ตับ ผัก คลุกกับอาหารเม็ดบ้า ง พอตอนเย็นคุณพ่อก็จะพาจูงเดินเล่นในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ผมย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านแล้ว เพราะเริ่มมีน้องหมาตัวที่สองที่สาม พื้นที่บ้านเลยจำเป็นมากเพื่อให้เขาไม่เครียด
ได้ยินว่าน้องแต่งตัวจัดเต็มแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน?
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ใช่ครับ อยู่บ้านน้องก็แต่งตัวเต็มทุกวัน ไม่มีชุดธรรมดาเลย เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนผมเป็นคนออกแบบ พ่อผมว่างไม่ได้เลยนะ ว่างเมื่อไหร่คือต้องตัดชุดให้หมา จนตอนนี้เรามีชุดใส่ไม่ซ้ำเลย สมมติเทรนด์ลายจุดมา ลายเสือมา พ่อก็จัดให้ทันที
‘แต่ถ้าอยู่บ้านผมจะไม่ถ่ายรูปนะ จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตปกติ แค่เราเดินผ่านแล้วเห็นเขาแต่งตัวสวยๆ ผมก็มีความสุขแล้ว’
คิดอย่างไรกับเทรนด์ Pet-Friendly ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน?
ดีขึ้นมากครับ ยุค 4-5 ปีก่อนผมเคยเจอมาทุกรูปแบบ ทั้งโดนยามด่า หรือโดนคนตำหนิเรื่องพาน้องหมามาห้างว่าสกปรก ยุคนั้นผมไม่อยากพาน้องออกไปไหนเลย แต่เดี๋ยวนี้ห้าง ร้านอาหาร หรือแม้แต่สายการบินเปิดกว้างมาก มันทำให้น้องหมาได้เจอโลกกว้าง ไม่เครียดเหมือนตอนที่ผมเลี้ยงน้องแคในคอนโดช่วงแรกๆ ที่ไปไหนไม่ได้จนเขากลายเป็นหมากลัวคนแปลกหน้า
Photograph: nesmailova
แบ่งเวลาทำคอนเทนต์กับการดูแลสุขภาพจิตน้องอย่างไร?
‘ผมเอาสุขภาพน้องเป็นหลักครับ คอนเทนต์ผมลงน้อยมาก แค่สัปดาห์ละประมาณ 4 คลิป เวลาออกงานถ้าเขาร้อน ผมจะถอดชุดออกทันที’
ในเพจหลักผมวางคาแรกเตอร์เขาเป็นเซเลบที่ต้องสวยตลอด แต่ถ้าอยากดูชีวิตจริงที่เขากัดกัน ซนๆ ผมจะแยกไปลงเพจ ‘ทิ้งหมาเที่ยว’ แทน
มีทริคในการอ่านใจน้องหมาไหมว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร?
จริงๆ ดูยากครับเพราะเขาตื่นตัวตลอดเวลา แต่ที่สังเกตได้ชัดคือถ้าเขาสั่นไม่หยุด แล้ววิ่งมาหาเราหรืออ้อนให้เราอุ้ม นั่นคือเขากำลังกลัวครับ แต่ถ้าเจอคนอื่นแล้ววิ่งเข้าหาไปดมไปทำความรู้จัก อันนั้นคือเขากำลังมีความสุขและอยากสำรวจครับ
Photograph: nesmailova
คิดเห็นอย่างไรกับกฎหมายจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามพื้นที่?
ผมเห็นด้วยนะ เพราะมันช่วยแก้ปัญหาคนที่เสพติดการเพิ่มสัตว์เลี้ยงโดยไม่พร้อม รักษาไม่ไหว หรือเงินไม่พอจนต้องเอาไปทิ้ง
‘การเลี้ยงหมาเยอะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผมอยากให้คนประเมิน Budget ตัวเองก่อน ถ้าไม่มีเงินพาไปหาหมอหรือซื้อข้าวดีๆ ก็อย่าเพิ่งเลี้ยงเลย เพราะสุดท้ายภาระจะไปตกอยู่ที่มูลนิธิสัตว์จรจัดที่เขาต้องรับแบกรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’
การเลี้ยงหมาในคอนโดกับบ้าน มีความแตกต่างกันอย่างไร
เลี้ยงในบ้านดีกว่าแน่นอนครับ ผมไม่แนะนำให้เลี้ยงหมาในคอนโดเลย แม้จะเป็นหมาเล็กก็ตาม เพราะสมัยก่อนผมเคยแอบเลี้ยง ตอนนั้นเราอาจจะแค่เหงา แต่จริงๆ มันไม่สมควรให้น้องอยู่ในที่แคบๆ ถ้าเป็นไปได้ควรมีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งจะได้ไม่เครียด อย่างน้องแคพอโตมาในคอนโดช่วงแรก เขาจะค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า ไม่เหมือนแคสเปอร์ที่โตมาในยุคที่เราพาออกไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่า
คิดว่าสถานที่ที่เป็น ‘Pet-Friendly’ จริงๆ ควรเป็นอย่างไร?
ผมมองเรื่องการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ครับ เราต้องยอมรับว่าน้องหมาไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน บางตัวชอบเห่า บางตัวตัวใหญ่แรงเยอะ ถ้าทางร้านจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วนชัดเจนว่าตรงไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เจ้าของจะสบายใจมาก ไม่ต้องคอยระแวงว่าน้องจะไปรบกวนใคร และคนอื่นที่ไม่ชอบหมาเขาก็จะโอเคด้วย
เวลาเดินทางพาน้องออกไปข้างนอก ใช้วิธีไหน?
ขับรถส่วนตัวตลอดครับ ผมเลี่ยงขนส่งสาธารณะเลย เพราะน้องหมาต้องอยู่ในกรง หรือแม้แต่การขึ้นเครื่องบินที่ต้องเอาน้องไว้ใต้เครื่องผมก็ไม่เคยคิดจะพาไป เพราะมันเสี่ยง เราไม่รู้ว่า 2-3 ชั่วโมงข้างล่างนั้นน้องจะเป็นยังไง เรื่องความปลอดภัยของน้องต้องมาก่อนครับ
ไอเทมที่ต้องมีเวลาพาน้องออกจากบ้าน?
ที่ขาดไม่ได้ก็จะมีทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ, ทิชชู่แห้ง, ถุงเก็บอึ, น้ำ, ขนม และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สายจูง’ กับ ‘กระเป๋า’ ครับ เรื่องความปลอดภัยสำคัญมาก เราไม่รู้ว่าจะเจอหมาใหญ่เมื่อไหร่ ต้องดูแลให้อยู่ในสายตาตลอด
เป้าหมายในอนาคตที่อยากเห็น?
อยากทำ YouTube พาน้องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ เพื่อเป็นสื่อบอกคนว่าที่ไหนหมาเข้าได้บ้าง และฝันที่ใหญ่ที่สุดคือ อยากให้น้องแคได้แสดงหนังสักเรื่อง อยากเห็นน้องในจอภาพยนตร์หรือทีวีบ้างครับ
ติดตามความน่ารักและแฟชั่นล้ำๆ ของสองพี่น้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก คิ้วคือมงกุฎของแค และ อินสตาแกรม @iam.calorie

LGBTQ+
GAWDLAND กับการโกอินเตอร์บนเวที RuPaul's Drag Race พร้อมความกล้าฉบับ Thai Gen Z
แดร็กควีนไทยเปิดใจถึงการเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในห้องเวิร์ครูม เมื่อต้องสู้กับคนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND กับการลงแข่ง RuPaul's Drag Race ด้วยความกล้าแบบ Gen Z ไทยไม่เหมือนใครแดร็กควีนชาวไทยพูดถึงการเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวิร์กรูม การยืนชนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND is loud, proud และได้รับการการันตีจากแม่ RuPaul เรียบร้อยแล้ว ควีนสาวจากเมืองเหนือที่มาปักหลักในกรุงเทพฯ คนนี้ เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนบนเวที Drag Race Thailand ซีซัน 3 จนกลายมาเป็นตัวแม่ขาประจำย่านสีลม และตอนนี้เธอก็ก้าวไปอีกขั้นในฐานะควีนไทยเพียงหนึ่งเดียวบนเวที RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 ศึกรวมดาวนานาชาติที่จะต้องประชันโฉมต่อหน้าแม่รูตัวจริงเสียงจริง และนี่คือเรื่องราวของเธอ ทั้งความภูมิใจในความเป็นไทย พลังไฟของ Gen Z และความหมายของการออกไปปะทะกับคนทั้งโลก
GAWDLAND – ชื่อนี้มาจากไหน?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
มาจากชื่อจริงค่ะ ‘ธราเทพ’ ซึ่งในภาษาไทยหมายถึง ‘ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน’ ประมาณว่าเป็นบิ๊กบอสของโลกใบนี้ แล้วก็คิดว่าทำให้มันเควียร์ขึ้นดีกว่า จากคำว่า ‘God’ (G-O-D) ก็เลยเปลี่ยนเป็น ‘GAWD’ (G-A-W-D) ใส่ความ GAWD ลงไปค่ะ
ถ้าพูดถึง GAWDLAND อะไรคือเอกลักษณ์ของคุณ?
‘คิดว่าคือความตะโกน ความเสียงดังค่ะ ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ก็อดแลนด์จะเหมือนประทัดลูกเล็กๆ แต่อิมแพคมหาศาล ทุกคนจะต้องหันมามอง รำคาญบ้าง ชอบบ้าง แสบตาบ้าง แสบหูบ้าง แต่ว่าเรียกความสนใจได้แน่นอน’
หลายคนให้คำนิยามแดร็กต่างกันไป ทั้งศิลปะ การขับเคลื่อนสังคม หรือความบันเทิง สำหรับคุณมันคืออะไร?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'เป็นทั้งหมดที่พูดมา เป็นทั้งศิลปะ ทั้งเอนเตอร์เทนเมนต์ การเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นทุกอย่างของชีวิต'
ชีวิตก็อดแลนด์ขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้ ตื่นมาก็คิดถึงมัน ก่อนนอนก็ยังคิด ว่าจะทำยังไงให้เราเป็น a better drag queen? มันอยู่ในหัวตลอดเวลา มันคือทุกอย่างของชีวิต เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มีชีวิตต่อไป อธิบายยังไงก็ไม่หมด มันคือทุกอย่างเลย
กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งลุค มีขั้นตอนยังไงบ้าง?
มันขึ้นอยู่กับโจทย์ค่ะว่าเราจะเอาแดร็กของเราไปทำอะไร เป็นถ่ายแบบ แฟชั่น เป็นโชว์ หรือเป็นการแสดงแบบไหน แล้วค่อยดึงเอาความเป็นตัวตนที่เป็นแดร็กของเราเข้าไปผนวกกับ activity นั้น ส่วนใหญ่เราทำงานภายใต้โจทย์ ทุกอย่างมีธีม
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
แดร็กมีกรอบของมัน ทุกรันเวย์มีธีม พอคุณได้โจทย์มาแล้วมันขึ้นอยู่กับคุณว่าจะตีความยังไง ใส่ตัวตนของคุณลงไปยังไง และส่งต่อผลงานที่เป็นทั้งตัวเราและสิ่งที่เขาต้องการออกมาให้ได้
เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นทางความคิดสร้างสรรค์ของคุณ
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
ก็อดแลนด์โตมาในภาคเหนือ และครอบครัวก็ไม่ได้เปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศเท่าไหร่ แต่ก็จะโตมากับการฟ้อน การรำ ตอนเด็กๆ จำได้เลยว่าแอบไปรำหน้ากระจกเงียบๆ คนเดียว พ่อแม่เคยจับได้ครั้งหนึ่งแล้วก็ดุเรา เรารู้สึกว่าโตมากับการแสดงตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการแสดงท้องถิ่น มันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญมากที่ทำให้เราอยากเป็น Performer on stage แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ และตอนนี้ฉันก็ได้ทำมันเป็นอาชีพจริงๆ แล้ว
วัฒนธรรมไทยทั้งดั้งเดิมและร่วมสมัยมาก คุณบาลานซ์สองอย่างนี้ยังไง?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'ก็อดแลนด์เป็นแดร็กควีน Gen Z ที่ชอบความโมเดิร์นมาก แล้วเวลาที่ทำงานศิลปะหรือทำแดร็ก ก็จะพยายามทำให้มันใหม่ เข้าถึงได้ และไม่เชย'
ดังนั้นการที่ได้ไปเป็นตัวแทนของประเทศไทยในครั้งนี้ มันคือความ Conservative ที่เอามาผนวกกับความเป็นปัจจุบันในตัวเรา
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
สิ่งที่ก็อดแลนด์กำลังจะได้ไปนำเสนอบนเวที RuPaul's Drag Race มันจะเป็นแฟชั่นไทยที่ทั้งใหม่และเก่า เป็นการแคลชกันระหว่าง 2 เจนเนอเรชั่น
ก็อดแลนด์รู้เลยว่าต้องผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัย
โดยมี พี่อาร์ต อารยา เป็น Creative Director ให้ พี่อาร์ตคือไอคอนแดร็กไทย เป็นดีไซเนอร์ และสไตลิสต์ที่อยู่ในวงการแฟชั่นมา 3 ทศวรรษ และเป็นกรรมการ Drag Race Thailand ด้วย พี่เขาดูแลทุกอย่างตั้งแต่เริ่มจนจบเลย
'พี่อาร์ตเป็นรุ่นใหญ่ ก็อดแลนด์เป็นรุ่นใหม่ การปะทะกันของมุมมองสองเจเนอเรชันนี้ ทำให้เกิดอะไรที่บาลานซ์ ความสดใหม่ ยังคงเคารพรากเหง้า และแสดงความเป็นตัวตนของเรา และก็อดแลนด์มั่นจะว่าจะทำมันออกมาได้ดีมากๆ แน่นอนค่ะ'
แล้วตอนนี้คุณได้ไปอยู่บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดอย่าง RuPaul's Drag Race VS The World รู้สึกยังไงบ้าง?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'มันคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากค่ะ ก็อดแลนด์ไม่ได้เป็นตัวแทนแค่ตัวเอง แต่เป็นตัวแทนประเทศไทย แดร็กไทย ชุมชนไทย และศิลปินไทยทั้งหมด มันเป็นเรื่องของระดับประเทศไปแล้ว'
ถึงจะพยายามไม่กดดันตัวเอง แต่เสียงมันก็วนเวียนอยู่ในหัวตลอดว่า ‘ฉันมาที่นี่เพื่อเป็นตัวแทนประเทศ’ รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากจริงๆ และเอาจริงๆ ในระดับสากลวัฒนธรรมไทยเราโดดเด่น มีเสน่ห์ และชัดเจนมาก ก็อดแลนด์ภูมิใจมากที่ได้โชว์สิ่งนี้ให้โลกเห็น
คุณหยิบวัฒนธรรมมาตีความใหม่ ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ มีกังวลบ้างไหมว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ?
‘ถ้าใครไม่เข้าใจ เขาก็สามารถไปหาข้อมูลต่อเองได้ค่ะ นั่นคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ บางครั้งเราก็ไม่ได้นำเสนอแบบตรงๆ (หัวเราะ) เอามันมาผสม ทำให้ร่วมสมัย ทำให้มันแคมป์ ทำให้มันเควียร์และเป็นตัวเราสุดๆ และมันจะออกมาดีมาก นั่นแหละคือการเผยแพร่ความเป็นไทยในรูปแบบที่สวยงาม ทำให้คนสงสัยและเชิญชวนให้เขามาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองในแบบของเขาค่ะ’
เล่าเหตุการณ์วันที่ได้รับสายเรียกตัวไป VS The World หน่อย
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
มีคนโทรมาค่ะ เขาถามก่อนว่าสนใจไหม เพราะตอนนั้น Drag Race Thailand Season 3 ยังออนแอร์อยู่เลย เขาห่วงว่าก็อดแลนด์จะพร้อมไหม แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยค่ะ ตอบตกลงทันที ไม่มีลังเล พอได้รับการยืนยันปุ๊บก็ดีใจมากๆ เพราะสำหรับแดร็กควีนหลายคน การได้เจอ RuPaul คือจุดสูงสุด และสำหรับก็อดแลนด์มันคือเครื่องยืนยันว่าเราทำได้ดี และทำให้ประเทศไทยภูมิใจค่ะ
Pangina Heals เป็นแดร็กควีนไทยคนแรกที่ขึ้นเวทีนี้ การเฝ้าดูเส้นทางของเธอให้อะไรกับคุณบ้าง?
พี่เขาคือตำนานค่ะ เป็นแดร็กควีนคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไปยืนบนเวทีโลก เขาไม่ได้แค่เปิดประตูให้ประเทศไทยแต่เขาพังประตูให้พวกเราทุกคนเลย นั่นคือสิ่งที่เขาทิ้งไว้ตลอดไป ก็อดแลนด์ก็เรียนรู้จากพี่เขาในมุมที่หลายคนอาจไม่คาดคิดด้วย ทั้งจุดสูงสุด และแรงกดดันจากการแบกความหวังของทั้งภูมิภาคไว้บนบ่า เพราะฉะนั้น ใช่ค่ะ
'ก็อดแลนด์เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินเข้าไปในฐานะตัวเอง เพื่อส่งต่อความรัก พลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ และโชว์ศิลปะที่เราเชื่อมั่น ก็อดแลนด์ไปเพื่อตัวเอง และความเป็นไทยมันก็ผสมอยู่ในทุกอย่างที่ทำอยู่แล้ว พอคิดได้แบบนี้ มันก็ช่วยปลดล็อกความกดดันไปได้มาก'
หนึ่งในโมเมนต์ไวรัลคือการแต่งแดร็กจัดเต็มไปงานรับปริญญาที่จุฬาฯ เรื่องนี้มันเป็นยังไง?
Photograph: Gawdland
'(หัวเราะ) ใช่ค่ะ สนุกมาก จุฬาฯ เป็นสถาบันที่มีเกียรติมาก และก็อดแลนด์เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ เข้าใจโครงสร้างสังคม เรื่องเพศ การเมือง และศิลปะเควียร์ ทั้งหมดนี้เลย แดร็กคือเรื่องการเมือง นิเทศฯ ก็คือเรื่องการเมือง ปริญญาใบนี้ทำให้ความเป็นแดร็กของก็อดแลนด์แข็งแรงขึ้นจริงๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะแต่งแดร็กเต็มยศไปรับปริญญา แต่นั่นแหละคือการแสดงจุดยืน'
'เพราะทั้งแดร็กและงานสื่อสารมวลชน คือการสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีความหมายต่อสังคมค่ะ'
Photograph: Gawdland
คู่มือสไตล์ GAWDLAND สำหรับการเที่ยวกรุงเทพฯ
‘นวดก่อนเลยค่ะ อันดับแรกไม่ว่าจะที่ไหน นวดน้ำมัน นวดเท้า ก็อดแลนด์ชอบมาก
จากนั้นก็ของกิน ร้าน ณ เรื่องเหล้า (Na Rueang Lao) แถวเจ้าพระยา ชิลมาก ให้ฟีลโลคอล อาหารอร่อยมาก หรือร้าน Tahona สุขุมวิท สำหรับเดตมื้อค่ำ
ที่นั่นจะเป็นอาหารไทยรสชาติคลาสสิกที่ตีความใหม่ด้วยเทคนิคและการจัดจานร่วมสมัยหน่อย
ส่วนเรื่องดื่มแนะนำ Hippie de Bar ถนนข้าวสาร ค่ะ แต่ถ้าเป็นเดทตอนกลางวัน เริ่มที่พิพิธภัณฑ์หรือวัดโพธิ์ วัดอรุณ อะไรก็ได้ ต้องลองเทสต์ไวบ์กันก่อน’
และนี่คือลิสต์พื้นที่ของ GAWDLAND
Photograph: beef.bkk
สีลมซอย 4 เท่านั้นค่ะ นี่คือบ้าน ถ้าก็อดแลนด์ไม่ได้ขึ้นแสดงก็จะไปยืนเป็นคนดู ตั้งแต่ House of Heals, Eau de Toilette, The Stranger Bar, Beef ทั้งหมดอยู่บนถนนสีลม ทุกคนสามารถ เดินเซจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่งได้เลย เป็นบาร์ครอลล์สายเกย์แบบเต็มรูปแบบ
ทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งชื่อเสียง การถูกจับจ้อง ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง?
‘โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่ก็อดแลนด์เคยคิด เราเข้าใจผู้คนมากขึ้น การที่ได้อยู่บนหน้าจอ การถูกมองเห็นตลอดเวลาทำให้รู้ว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเราได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือถามตัวเองว่า ‘เรามีความสุขกับจุดที่ยืนอยู่ไหม?’ ‘เรามาที่นี่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องไหม?’ และคำตอบของคือใช่’
‘ก็อดแลนด์ได้ทำงานศิลปะที่รัก ได้สร้างแรงบันดาลใจ และได้รับแรงบันดาลใจกลับมา ได้พิสูจน์ว่าความฝันมันขยับเข้ามาใกล้เราได้จริงๆ เวทีโลกที่เคยดูไกลตัว ตอนนี้อยู่ในกำมือของเราแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ก็อดแลนด์คือหลักฐานที่มีชีวิตค่ะทุกคน guys, girls and gays’
GAWDLAND จะเข้าร่วมแข่งขันใน RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 เริ่มสตรีมมิ่ง 27 มกราคม 2026

Restaurants
ร้านอาหารไทยดาวมิชลินหนึ่งเดียวในลอนดอนที่ ‘ไม่เสิร์ฟข้าว’ และนี่คือเรื่องราวของเขา
จอห์น จันทระศักดิ์ เชฟลูกครึ่งไทย-อังกฤษ นั่งอยู่ที่ด้านหลังของหอประชุมในเมืองกลาสโกว์ ในงานประกาศรางวัลมิชลินไกด์ปี 2025 ‘ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ผมมองไปรอบๆ และเห็นเชฟระดับดาวมิชลินทุกคนในสหราชอาณาจักรอยู่ที่นี่’ มีการเกริ่นนำอยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะเริ่มเรียกชื่อ
เมื่อ 10 วันที่แล้ว เขาได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง มันเรียบง่าย ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมาก แต่นั่นคือสไตล์ของมิชลินอย่างชัดเจน มันคือบัตรเชิญไปร่วมงานพิธีพร้อมผู้ติดตามอีกหนึ่งคน เขาจึงโทรหา ‘Desiree’ ภรรยาของเขาทันที ‘เราต้องจองตั๋วไปกลาสโกว์แล้วล่ะ บ้าจริง หรือว่าเราจะได้ดาว’
Photograph: AngloThai
ปัจจุบัน AngloThai เป็นร้านอาหารไทยเพียงแห่งเดียวในลอนดอนที่ได้รับดาวมิชลิน ‘พอกล่าวชื่อร้านออกมา มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนฝันมาก’ เขากล่าว ‘ตอนที่ผมเริ่มทำอาหารใหม่ๆ ฝันของผมคือการเปิดร้านอาหาร ซึ่งเราทำได้แล้ว ส่วนการได้ดาวมิชลินมันรู้สึกเหมือนสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมที่เราควรจะไล่ตามไปตลอด แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนเชอร์รี่บนยอดเค้กจริงๆ’
การประมวลผลความรู้สึกนี้ใช้เวลานานกว่าที่คิด หลังจากจบงาน จอห์นรู้สึกหลงทางอยู่พักหนึ่ง ‘เราทุ่มเทเวลาและความพยายามมหาศาลเพื่อเปิดร้าน แล้วพอเราได้ดาว ผมก็แบบว่า อ้าว แล้วไงต่อล่ะ? ผมทำทุกอย่างสำเร็จแล้วและผมก็รู้สึกสับสน’ ความรู้สึกนั้นอยู่เพียงสองสามวันก่อนที่ความชัดเจนจะกลับมา นั่นคือการพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป ทำให้ร้านดีขึ้นในทุกๆ วัน และวันหนึ่งอาจจะผลักดันไปสู่ดาวดวงที่สอง ‘ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีนะที่เรามีเป้าหมายในใจเสมอ’
แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เขาเคยเป็นเพียงชายหนุ่มที่เล่นดนตรีในหมู่บ้านที่เวลส์ เรียนจบปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์ ทำงานในย่านการเงิน อยู่ 2 ปีด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่ตัวเอง จนกระทั่งตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพฯ เพราะอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าที่นั่นเขาจะได้กินของอร่อยในระหว่างที่กำลังค้นหาตัวเอง
การเดิมพันครั้งสุดท้าย
Photograph: Englishhippie
การเปลี่ยนจากดนตรีมาเป็นการทำอาหารคือ ‘การประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ต้องสู้ชีวิต มันไม่มีสมุดรวมกฎตายตัว คุณต้องดิ้นรนและหาเส้นทางของตัวเอง’
จอห์นใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในวงดนตรีกับเพื่อนสนิท วิ่งไล่ตามความฝันทางดนตรีด้วยความหิวโหยที่มีเฉพาะในวัยหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ดนตรีก็ค่อยๆ แผ่วลง งานเศรษฐศาสตร์ก็นำไปสู่งานในเมือง จนกระทั่งเขาได้โรดทริปข้ามอเมริกา เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งตามคำแนะนำของร้านอาหารและบล็อกเกอร์อาหาร จนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างคลิกเข้าที่
‘ผมอายุค่อนข้างมากตอนย้ายไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นอายุ 27 และบอกตามตรง ผมคิดว่ามันเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่จะได้ทำอะไรสร้างสรรค์กับชีวิตของผม’
Photograph: AngloThai
‘ผมรู้มาตลอดว่าผมชอบอาหาร แต่ไม่เคยจินตนาการเลยว่าจะเข้าสู่วงการบริการ การเป็นเจ้าของร้านอาหาร’ เขาโตในอังกฤษ มีพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนอังกฤษ เขากลับไทยเกือบทุกปีเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนที่ Cordon Bleu Dusit ในกรุงเทพฯ เลิกดื่มเหล้า 18 เดือน ใช้ชีวิตลำพัง และจดจ่อ ‘มันเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวพอสมควร แต่มันเป็นช่วงเวลาสำคัญ มีความมุ่งมั่นอย่างมหาศาลที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น และพอได้เริ่ม ผมก็รักมันทันที ผมพบว่าผมทำได้ดีทีเดียว’
เขาเริ่มทำงานในร้านอาหารและได้ไปอยู่ที่ร้าน Nahm สาขากรุงเทพฯ ของเดวิด ทอมป์สัน ร้านที่เคยเปิดในลอนดอนก่อนที่ทอมป์สันจะย้ายการดำเนินงานทั้งหมดไปไทย เพราะเบื่อหน่ายกับความยากลำบากในการหาวัตถุดิบที่เหมาะสมในอังกฤษ ‘ผมอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่เดือน แต่มันเปิดหูเปิดตามากที่ได้เห็นอาหารไทยถูกปรุงในรูปแบบนั้น ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน’
วิธีทำอาหารไทยโดยไม่ใช้วัตถุดิบจากไทย
Photograph: AngloThai
เมื่อจอห์นย้ายกลับมาลอนดอนและเริ่มทำงานในร้านอาหารไทยที่นั่น เขาเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือ ไม่ใช่แผนการที่ชัดเจน แค่รู้สึกว่าอยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นของตัวเอง ป๊อปอัปครั้งแรกที่เป็น DNA ของ AngloThai เกิดขึ้นในปี 2015 เพื่อนชวนเขาไปทำอาหารที่ร้านอาหารบริทิชสมัยใหม่ และตอนแรกจอห์นวางแผนจะทำเมนูไทยแท้ๆ แต่เชฟเจ้าของร้านท้าทายเขา เขาถามว่า เราจำเป็นต้องใช้ส่วนผสมพวกนี้ทั้งหมดที่เราไม่รู้แหล่งที่มาหรือต้องนำเข้ามาเลยเหรอ? รสชาติมันคืออะไร? เราใช้อย่างอื่นแทนได้ไหม? นั่นคือช่วงเวลาที่ ‘แสงสว่างวาบขึ้นมา’
Photograph: AngloThai
‘สำหรับผม อาหารไทยคือรสชาติ 4 รสที่เป็นเอกลักษณ์ หวาน เผ็ด เค็ม และเปรี้ยว และคุณสามารถสร้างรสชาติเหล่านั้นได้จากส่วนผสมอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในไทย’ เขาจึงเริ่มใช้ผลผลิตของอังกฤษ เช่น น้ำจากต้นรูบาร์บของยอร์กเชียร์แทนมะนาว ใช้ใบซอร์เรลแทนใบที่มีรสเปรี้ยว ใช้พริกฤดูร้อนที่ปลูกในอังกฤษแล้วนำมาตากแห้งและถนอมไว้สำหรับทำแกงในฤดูหนาว เหมือนที่คนไทยทำหากไม่มีพริกสดตลอดปี มันไม่ใช่การถามว่า ‘ฉันจะเอาวัตถุดิบไทยมาลอนดอนได้อย่างไร’ แต่คือ ‘ฉันจะหารสชาติเหล่านี้ได้จากที่ที่ฉันอยู่ได้อย่างไร’
โอ้... มิชลินเคยมาที่นี่ตอนไหนกัน
Photograph: AngloThai
หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำ Pop-up อีกนับไม่ถ้วน ทั้งบินไปทั่วโลกเพื่อทดสอบเมนู และค้นหาว่าคอนเซปต์ที่แท้จริงของร้านคืออะไร จอห์นเดินทางไปพบกับคนทำไวน์ทั่วยุโรปพร้อมกับ Desiree ภรรยาของเขา ผู้ที่ลาออกจากงานกราฟิกดีไซน์เพื่อไปเรียนต่อด้านไวน์จนกลายเป็นซอมเมอลิเยร์ (Sommelier) เต็มตัว
เมื่อถึงตอนที่พวกเขาเปิดร้านจริงๆ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 พวกเขามีภาพในหัวที่ชัดเจนมาก ‘เรามั่นใจว่าเรารู้แน่ๆ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ มันไม่ใช่แค่ว่า เปิดร้านกันเถอะ แล้วค่อยไปคลำทางเอาข้างหน้า อะไรแบบนั้น’
ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าร้านจะไปอยู่ในสายตาของมิชลินหรือเปล่า แต่เพื่อนๆ ที่ได้ดาวมิชลินเคยบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเขาว่า เดือนพฤศจิกายนคือเดือนสุดท้ายที่คุณจะเปิดร้านได้ หากหวังจะให้มิชลินพิจารณาเพื่อมอบรางวัลในงานประกาศผลเดือนกุมภาพันธ์ของสหราชอาณาจักร เพราะกรรมการจะตัดสินใจทุกอย่างภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน ถ้าเปิดธันวาคมคือหมดสิทธิ์ ส่วนมกราคมก็สายเกินไปแล้ว
Photograph: AngloThai
‘เราแอบหวังลึกๆ ว่าน่าจะได้ดาวนะ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นกุมภาพันธ์ปีหน้า (2026) มากกว่า เพราะการเพิ่งเปิดได้แค่ 3 เดือนแล้วจะได้ดาวเลยมันดูจะเป็นความหวังที่สูงเกินไปหน่อย’
ในเดือนมกราคม ร้านของพวกเขาถูกเพิ่มเข้าไปในมิชลินไกด์ (ฉบับออนไลน์) แม้จะยังไม่มีรางวัลการันตี แต่มันคือเครื่องยืนยันว่า ‘มิชลินแวะมาที่ร้านเราแล้ว’ จนกระทั่ง 10 วันก่อนงานพิธีประกาศรางวัล จอห์นได้รับอีเมลฉบับนั้น อีเมลเชิญเขาไปที่เมืองกลาสโกว์พร้อมผู้ติดตามอีกหนึ่งคน
ช่วง 10 วันก่อนงานคือความทรมานอย่างที่สุด จอห์นรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนและหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย ในงานพิธีวันนั้น เชฟระดับดาวมิชลินทุกคนในประเทศต่างมารวมตัวกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่จอห์นยึดถือเป็นต้นแบบมาตลอดอาชีพเชฟของเขา
‘ผมไม่อยากทึกทักไปเองจนกว่าเขาจะเรียกชื่อพวกเราจริงๆ และโชคดีมากที่ร้านของเราเป็นร้านที่สามที่ถูกเรียกขึ้นไปบนเวที’
ก่อนจะเริ่มประกาศชื่อร้าน มีการเกริ่นนำอยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมง จอห์นรู้สึกพะอืดพะอมด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา ส่วนDesiree ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พวกเขานั่งกันอยู่ที่แถวหลังสุดของหอประชุม ‘พวกเราประหม่าเกินกว่าจะขยับไปนั่งใกล้เวทีครับ’
ถึงแม้จะได้ดาวมาครองแล้ว แต่การทำ Pop-up ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งใน DNA ของแบรนด์ ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (มกราคม 2026) จอห์นเพิ่งพา AngloThai มาที่กรุงเทพฯ เพื่อทำดินเนอร์มื้อพิเศษ (Four-hands dinner) ร่วมกับ เชฟแทฟ แห่งร้าน 80/20 ซึ่งเป็นเพื่อนที่เขารู้จักมาตั้งแต่สมัยที่เชฟเท็บยังทำอาหารอยู่ที่ลอนดอน
ไม่มีเมนู A La Carte ในที่แห่งนี้
ตัวร้านมีบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง มีเพียง 44 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในย่าน West Central London เดินเพียงไม่ไกลจาก Oxford Street และ Hyde Park พวกเขาต้อนรับลูกค้าเกือบ 100 คนต่อวันทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ ห้องอาหารหลักชื่อว่า AngloThai ส่วนชั้นล่างคือห้องส่วนตัวชื่อว่า ‘Baan’ (บ้าน) รองรับได้สูงสุด 16 ที่นั่ง
Photograph: AngloThai
AngloThai เป็นร้านอาหารไทยแห่งเดียวในลอนดอนที่เสิร์ฟเฉพาะ Tasting Menu (คอร์สอาหารที่เชฟกำหนดไว้ให้) โดยไม่มีเมนูแบบสั่งแยก (À la carte) ตอนแรกจอห์นพยายามจะทำทั้งสองแบบ แต่เขาก็พบความจริงอย่างรวดเร็วว่าในทางปฏิบัติมันไม่ยั่งยืน ‘หลังจากผ่านไปสองเดือน เราเปลี่ยนมาเสิร์ฟแค่ Tasting Menu อย่างเดียว ทุกอย่างจัดการง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าแรงและค่าวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายคงที่ (Overheads) ในลอนดอนตอนนี้มันสูงจนน่าตกใจ’
แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือ จอห์นเชื่อจริงๆ ว่านักกินชาวตะวันตกยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการกินอาหารไทย ‘คุณต้องการลำดับของอาหารที่หลากหลายสไตล์ คุณต้องการความสมดุลในเมนูทั้งหมด ในร้านอาหารไทยแบบสั่งแยก คนมักจะสั่งอาหารที่ไม่สมดุลกันเลย พวกเขาจึงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์อาหารไทยในแบบที่ดีที่สุด การเดินสาย Fine Dining ทำให้เราควบคุมประสบการณ์นี้ได้มากกว่า’
เมนู ‘ขนมดอกจอก’
Photograph: AngloThai
เมนูของร้านเปลี่ยนไปตลอดเวลา พวกเขาทำอาหารออกมาแล้วกว่า 100 จานในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีเพียงจานเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย นั่นคือเมนู ‘ปู คาร์เวียร์ และมะพร้าว’ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของร้านไปแล้ว
จอห์นนำปูทั้งตัวมาแกะ แยกเนื้อส่วนขาวรสหวานออกมาคลุกเคล้ากับกะทิสด พริก เนื้อปลาแมคเคอเรล รากผักชี ข่า ปรุงรสด้วยน้ำผึ้งและน้ำปลาสูตรของร้าน จากนั้นนำไปบรรจุในถ้วยใบเล็ก ท็อปด้วยคาร์เวียร์บริติชที่อินฟิวส์กับสาหร่ายเวลส์และพริกไทยลอน แล้วเสิร์ฟในชามน้ำแข็ง
ข้างๆ กันคือ ‘ขนมดอกจอกสีดำสนิท’ ทรงดอกบัวแบบไทยดั้งเดิมที่ใช้พิมพ์ทองเหลืองจุ่มแป้งแล้วทอด แต่เขาผสมผงเถ้าจากกะลามะพร้าวลงไปในแป้งเพื่อให้เป็นสีดำ ตัวขนมสอดไส้ด้วยมูสที่ทำจากมันปูและกะทิ ตัดรสด้วยเจลน้ำส้มสายชูดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ "รูปลักษณ์มันค่อนข้างสะดุดตามาก" จอห์นกล่าว ซึ่งดูจะเป็นคำพูดที่ถ่อมตัวเกินไปหน่อย "ตอนเราเปิดร้าน จานนี้แหละที่ทุกคนต้องถ่ายรูปและลงอินสตาแกรม มันกลายเป็นจานที่ทุกคนดั้นด้นมาเพื่อลองชิม มันยากมากที่จะถอดเมนูนี้ออกจากร้านในตอนนี้"
ที่นี่ไม่เสิร์ฟข้าว – ‘ผมรู้ว่ามันน่าตกใจ’
จานอื่นๆ จะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล ซึ่งก็นำไปสู่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ AngloThai ไม่เสิร์ฟข้าว ‘มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก ผมรู้’ แทนที่จะใช้ข้าว พวกเขาทำงานร่วมกับผู้ผลิตที่คัดสรร ธัญพืชโบราณ (Heritage Grains) จากฟาร์มในสหราชอาณาจักร เช่น Emmer (คล้ายข้าวสเปลต์), Farro, ข้าวโอ๊ตเปลือย (Naked Oat) ที่รสชาติคล้ายข้าวกล้อง และ ข้าวบาร์เลย์ บางครั้งพวกเขาก็นึ่งในหม้อหุงข้าว หรือต้มในน้ำสต๊อกคอมบุแล้วนำไปผัดกับกงฟีเป็ด ขึ้นอยู่กับว่าเมนูตอนนั้นคืออะไร
Photograph: AngloThai
‘มีร้านอาหารไทยมากมายที่ทำอาหารไทยดั้งเดิมและเสิร์ฟข้าวจากประเทศไทย ซึ่งนั่นก็ดีมาก แต่เราแค่ต้องการสร้างความแตกต่าง มันสมเหตุสมผลกว่าที่เราจะเชิดชูธัญพืชท้องถิ่นเหล่านี้และบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง เรารู้จักชื่อเกษตรกร เราไปเยือนถึงฟาร์ม ลูกค้าของเราสนใจในเรื่องราวและที่มาของวัตถุดิบเหล่านี้มาก’
ในช่วงแรกๆ ลูกค้าวัยผู้ใหญ่มักจะแสดงอาการตกใจเล็กน้อย การไม่เสิร์ฟข้าวในร้านอาหารไทยดูจะเป็นเรื่องต้องห้าม แต่จอห์นก็ตัดสินใจแล้วและมั่นคงในแนวทางนี้ ‘เรานำเข้าแค่มะพร้าวจากไทยเท่านั้น เพราะมันไม่มีอะไรทดแทนได้จริงๆ เราเคยลองทำนมจากพืชตระกูลถั่วอย่างนมถั่วเหลือง แต่มันรู้สึกไม่ใช่เวลาเอามาทำแกงแล้วปรุงรสด้วยนมถั่วชิกพี (Chickpea) มันให้ความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง’
รสเผ็ดแบบใต้ และคุณป้าจากภาคตะวันออก
Photograph: AngloThai
เมนูของร้านนำเอาแรงบันดาลใจจากทุกภูมิภาคของไทย แม้จอห์นจะยอมรับว่าพักหลังเขาเอียงไปทางอาหารภาคใต้มากกว่า เพราะเขาชอบรสเผ็ด กะทิ และเน้นอาหารทะเล ‘อาหารเหนือและอีสานจะมีความเป็นดินและกลิ่นรสที่รุนแรง (Funky) กว่า ซึ่งไม่ใช่รสชาติที่คนทั่วไปมักจะเชื่อมโยงกับ Fine Dining’ แม้พวกเขาจะเคยเสิร์ฟ ‘แกงอ่อม’ สไตล์อีสานที่ใช้เนื้อแกะ ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าและผักชีลาวสด ซึ่งทำให้ลูกค้าหลายคนประหลาดใจ แต่นั่นคือจุดประสงค์ของเขา ‘เรามาที่นี่เพื่อเปิดหูเปิดตาให้ผู้คนเห็นอาหารไทยในเนื้อแท้ของมัน’
ตอนนี้ จอห์นสนใจ ‘อาหารไทยภาคตะวันออก’ เป็นพิเศษ เขาเพิ่งกลับจากการไปอยู่ที่จันทบุรีและตราด 4 วัน ไปทำอาหารกับเหล่าคุณป้าตามบ้าน และถูกบอกว่าสิ่งที่เขาทำมาน่ะ ‘ผิดหมดเลย’ เขาจึงเก็บรวบรวมสูตรอาหารเหล่านั้น ซึ่งหวังว่าจะได้นำไปลงในเมนูที่ลอนดอนในเดือนหน้า ‘เท่าที่ผมรู้ มีคนน้อยมากในระดับสากลที่ทำอาหารไทยภาคตะวันออก จุดอ้างอิงเดียวที่ผมเห็นคือร้าน 'ศรีตราด' ในกรุงเทพฯ มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก
ความอ่อนแอคือเรื่องสนุก
จอห์นยอมรับว่าเขาไม่ได้ถนัดเรื่องขนมหวานมาแต่แรก แต่ ‘คุณต้องระบุจุดอ่อนของตัวเองให้เจอและแก้ไขมัน ไม่อย่างนั้นมันก็จะติดตัวคุณไปตลอด’ เมนู Vegan (มังสวิรัติ) ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เขาไม่ได้ถนัดในตอนแรกแต่รู้ว่าต้องเรียนรู้ และพวกเขาก็ได้รับรางวัลจากเมนูนี้ จนถูกลิสต์ให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่โดดเด่นด้านมังสวิรัติ
Photograph: AngloThai
‘รีวิวจากลูกค้ากลุ่มนี้เป็นบวกเสมอ อาหารหลายจานต้องทำแยกออกมาจากเมนูปกติโดยสิ้นเชิง คุณไม่สามารถทำแกงอ่อมแบบวีแกนได้ เพราะตัวตนของมันคือน้ำปลาร้า คุณต้องหันไปใช้เมนูอื่นที่ต่างออกไปเลย มันเป็นงานที่หนักขึ้น แต่มันก็ดีนะเมื่อเราได้ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำออกมาจริงๆ’
แผนสำหรับ 5-10 ปี
วิสัยทัศน์ระยะยาวคือการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น ตอนนี้พวกเขาเริ่มทำ น้ำปลา (Garum) จากผักและผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ไม่ใช่แค่จากปลา พวกเขากำลังทำงานร่วมกับโรงเบียร์ใกล้ๆ เพื่อผลิต โคจิ (Koji) จากธัญพืชอังกฤษ และกำลังคุยเรื่องการเก็บเศษอาหารทะเลที่เหลือใช้เพื่อผลิตน้ำปลาของตัวเองในอนาคต
Photograph: AngloThai
‘มันอาจจะไม่ใช่แค่สำหรับร้านเราอย่างเดียวในตอนนั้น ถ้าเราทำได้ มันคงจะดีถ้าจะส่งให้ร้านอื่นๆ ด้วยเพื่อช่วยแชร์ต้นทุน แต่มันเป็นการวางแผนในระยะยาวแน่นอน’
ร้านโปรดในกรุงเทพฯ ของจอห์น
สำรับสำหรับไทย (Samrap Samrap Thai) คือร้านที่เขาเทใจให้เป็นอันดับหนึ่งในกรุงเทพฯ แบบไม่มีข้อโต้แย้ง ที่จริงแล้วเขามีนัดทานข้าวที่นั่นคืนนี้เลย เพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากจบการสัมภาษณ์นี้
บ้านลำไย (Baan Lamyai) คือการค้นพบครั้งใหม่ของเขาในทริปนี้ เป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ดูแลโดยเชฟหญิง ซึ่งเปลี่ยนคอนโดของคุณย่าในตึกสูงให้กลายเป็นพื้นที่ทำอาหาร
สำหรับร้านบรรยากาศสบายๆ เขาแนะนำร้าน เส่ย (Soei) แถวๆ จตุจักร เป็นร้านสไตล์ครอบครัว (Mom-and-pop spot) ที่เขามักจะกลับไปกินอยู่บ่อยครั้ง
นอกจากนี้ เขายังอยากลองไปร้าน Ōre ซึ่งเป็นร้านของเชฟชาวกรีกที่เสิร์ฟ Tasting Menu ถึง 25-30 คอร์สในรูปแบบพอดีคำ (one-bite portions) โดยใช้ผลผลิตจากไทย แต่ดูเหมือนว่าทริปนี้เขาอาจจะมีเวลาไม่พอ
สำหรับสาย Natural Wine เขาแนะนำร้าน Chennin และ Mod Kaew Wine Bar ถ้าเป็น ค็อกเทล ต้องไปที่ the 1970 bar ส่วนเรื่อง คลับหรือที่เที่ยวกลางคืน น่ะเหรอ? ‘ผมว่าผมแก่เกินไปสำหรับเรื่องพวกนั้นแล้วล่ะ!’
นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เราพอจะรีดเค้นออกมาได้ ก่อนที่เขาจะต้องรีบวิ่งไปให้ทันคิวจองมื้อค่ำที่ร้าน สำรับสำหรับไทย (Samrap Samrap Thai) เรื่องกินต้องมาก่อนเสมอ!

Travel
โจ คัมมิงส์ ชายผู้ปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่การท่องเที่ยวระดับโลก
ก่อนจะมียุคออนไลน์ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยติ๊กต็อก เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และแฮชแท็กสารพัด โลกของนักเดินทางในสมัยก่อนนั้นมีเพียงหนังสือเล่มเล็กปกสีน้ำเงินที่แบ็กแพ็กเกอร์ทุกคนต่างพกติดกระเป๋าไว้เสมอ แล้วใครกันที่เป็นผู้เขียนมันขึ้นมา หากไม่ใช่ชายหนุ่มผู้หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของสยามเมืองยิ้มอย่าง ‘โจ คัมมิงส์’ชายผู้จับปากกาเขียนไกด์บุ๊ก Lonely Planet Thailand เล่มแรก และเป็นผู้ที่หลงใหลในเมืองไทยแบบสุดหัวใจ ผู้พาคนทั้งยุคออกเดินทางไปรู้จักเสน่ห์ของอาณาจักรสยาม ตั้งแต่วัดที่งดงามที่สุด เมืองที่มีชีวิตชีวาไปจนถึงการนั่งตุ๊กตุ๊กที่ไม่มีวันลืม
ตัวผม ในฐานะนักเขียนที่บังเอิญมีหนังสือ Lonely Planet อยู่บ้าง จึงไม่พลาดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับตำนานที่ยังมีลมหายใจคนนี้ ในพอดแคสต์ตอนล่าสุดของ Time Out Thailand เรานั่งคุยกันที่ สตูดิโอ Public House ซอยสุขุมวิท 31 และตามแผนที่วางไว้ เราเริ่มต้นสนทนาเป็นภาษาไทย ภาษาที่สองของเราทั้งคู่ ซึ่งกลายมาเป็นสื่อกลางในการคลี่เรื่องราว ชีวิต และการเดินทางของนักเขียน นักดนตรี นักแสดง และ ‘ไอคอนทางวัฒนธรรมโดยบังเอิญ’ คนนี้
Photograph: Joe Cummings
‘จิตวิญญาณ’ เสียงเรียกแรกที่นำพาเขามาสู่แดนแห่งสยาม
เรื่องราวของคัมมิงส์เริ่มต้นไกลจากดินแดนอาคเนย์อันร้อนระอุ เขาเกิดที่เมืองนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา แต่เติบโตตามทุกพื้นที่ที่ผู้เป็นพ่อถูกส่งไปประจำการในฐานะนายทหาร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยมีบ้านเกิดอยู่ที่ใดเลย ‘พวกเราเปลี่ยนที่อยู่ทุกสองถึงสามปี’ โจย้อนเล่าถึงวัยเด็กที่เต็มไปด้วยการเดินทางของเขาและพ่อผู้รับใช้ชาติ
ดังนั้นการเดินทางจึงเหมือนอยู่ในสายเลือดของเขา และไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อกนกตัวนี้ได้บินออกจากรังตามเข็มทิศที่ชี้ตรงไปทางทิศตะวันออก เขาโผยบินลงที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2520 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างน่าหลงใหลและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่รอให้ถ่ายทอด
เขาเล่าว่า กรุงเทพฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เป็นเมืองที่ ‘ช้ากว่า สงบกว่า และอากาศแย่ยิ่งกว่าทุกวันนี้เสียอีก’ เมืองที่ยังไม่มีทั้งรถไฟฟ้าและสะพานลอย มีเพียงรถเมล์ควันดำโขมง (ใช่เลย แบบเดียวกับที่เรายังเห็นอยู่ทุกวันนี้) กรุงเทพฯ ในวันนั้นทั้งโกลาหลและเปรี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ในเวลาเดียวกัน จนในที่สุดเขาก็ย้ายขึ้นเหนือสู่เชียงใหม่ เมืองที่เปิดประตูให้เขาได้พบกับความสงบ ความคิดสร้างสรรค์ และผู้คนที่กลายเป็นชุมชน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบ้านของเขายาวนานกว่าทศวรรษ
แต่ก่อนหน้าเขาจะริเริ่มคิดที่จะเขียนหนังสือไกด์ท่องเที่ยว สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของโจไปตลอดกาลคือหนังสือปกอ่อนเล่มหนึ่งที่เขาค้บพบบนชั้นหนังสือที่ฝุ่นเกาะเขลอะในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หนังสือปกอ่อนเล่มนั้นคือหนังสือรวมธรรมเทศนาของ อาจารย์พุทธทาสภิกขุ หนึ่งในพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของไทย ซึ่งคงเป็นของหายากไม่น้อยในฝั่งตะวันตกในเวลานั้น ราวกับว่าโชคชะตาได้ลิขิตไว้แล้วให้เขาได้พบมัน
‘คำสอนของท่านลึกซึ้งและไม่เหมือนที่ใดในโลก’ โจเล่า สำหรับนักศึกษาชาวอเมริกันในยุค‘70s การหลงใหลในคำสอนของพระภิกษุไทยอาจดูเป็นเรื่องประหลาด แต่หนังสือเล่มนั้นได้ปลุกบางสิ่งในใจเขาบางสิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
Photograph: Time Out
หลังเรียนจบ เขาเข้าร่วมหน่วยสันติภาพ (Peace Corps) ด้วยจุดหมายที่ชัดเจนคือประเทศไทย ผ่านบทบาทอาสาสมัครที่พาเขาเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้ และที่นี่เอง เขาก็วางแผนจนได้พบกับอาจารย์พุทธทาสภิกขุด้วยตนเอง
‘ผมพักอยู่กับท่านสามสัปดาห์ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับอิทธิพลจากท่านมาตลอดชีวิต’ เขาเล่าอย่างละเมียดละไม
โชคชะตาอาจไม่ได้กำหนดให้เขาเป็นพระ แต่กลับทำให้เขากลายเป็น ‘สะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม’ ความสงบและความเข้าใจในพุทธศาสนาแบบไทยค่อยๆ หล่อหลอมวิธีคิดและวิธีเขียนของเขาเกี่ยวกับประเทศนี้ในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่ฝังอยู่ในใจคัมมิงส์มากที่สุดกลับไม่ใช่เสียงสวดหรือการทำสมาธิ หากคือการตระหนักรู้ถึง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของเขาเอง และถ้อยคำอันลึกซึ้งแทงทะลุจิตวิญญาณจากครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในพุทธธรรม
เขายังจำได้ดีถึงบทสนทนาหนึ่งระหว่างเดินในป่า ‘วันหนึ่งท่านถามผมว่า ‘ทำไมเธอถึงชอบเดินทาง?’ ผมตอบว่า เพราะอยากเรียนรู้ พบผู้คน ศึกษาวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม’ เขาหยุดนิ่งชั่วขณะ ก่อนเล่าต่อ แต่ท่านตอบว่า ‘ไม่ใช่หรอก... โยมชอบเดินทาง เพราะไม่ว่าโยมจะไปที่ไหน โยมไม่ต้องเป็นเจ้าของอะไรเลย’
Photograph: Joe Cummings
ชีวิตที่ขีดเส้นด้วยกระเป๋าแบ็กแพ็กและสมุดบันทึก
ถ้อยคำจากอาจารย์พุทธทาสยังคงก้องอยู่ในใจ และกลายเป็นแนวทางสงบๆ ที่กำหนดเส้นทางชีวิตของเขาตลอดมา การเดินทางสำหรับคัมมิงส์จึงไม่ใช่เรื่องของการสะสมตราประทับในพาสปอร์ตอีกต่อไป แต่คือการ ‘ปล่อยวาง’ เพื่อเปิดใจรับทุกประสบการณ์อย่างแท้จริง
เฉกเช่นเดียวกับนักเดินทางผู้รักการค้นคว้าในยุคนั้น เขาเสาะหาข้อมูลจากทุกที่ที่พอจะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นจากผู้คน พระสงฆ์ ป้ายข้างทาง ไปจนถึงห้องสมุด วันหนึ่งเขาบังเอิญพบกับหนังสือ Lonely Planet ฉบับเมียนมาและศรีลังกายุคแรกๆ มันทำให้เขาหลงใหลในสำนวนการเขียนและประทับใจที่หนังสือเล่มนั้นช่วยให้เขาออกเดินทางได้ด้วยตัวเอง จนตัดสินใจเขียนจดหมายแอร์โอแกรมถึงผู้ก่อตั้ง โทนีและมอรีน วีลเลอร์ พร้อมความหวังลึกๆ ว่าจะได้รับคำตอบกลับ
แล้วอะไรคือสิ่งที่เขาพิชไป? ‘นักท่องเที่ยวที่มาไทยมีจำนวนมากกว่าเมียนมาและศรีลังการวมกัน ทำไมไม่ให้ผมเขียนไกด์บุ๊กสำหรับประเทศไทยล่ะ?’
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จดหมายตอบกลับก็มาถึง วีลเลอร์สนใจสิ่งที่เขาพิชไปและตัวอย่างงานเขียนสองหน้าของเขาเกี่ยวกับเกาะสีชัง ก็เพียงพอจะทำให้เขาได้รับเงินล่วงหน้าเล็กน้อยและตั๋วเที่ยวเดียวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่
คัมมิงส์เริ่มต้นเดินทางทั่วประเทศด้วยรถบัสเก่าๆ โคลงเคลงๆ นอนในวัด และเก็บทิปส์เด็ดๆ ระหว่างบทสนทนาจากนักดื่มในตลาดกลางคืน เขาค่อยๆ วาดแผนที่ประเทศไทยผ่านผู้คนและเรื่องราวที่ได้พบเจอ จนกลายเป็นหนังสือขนาดเพียง 128 หน้า ที่ต่อมากลายเป็น ‘คัมภีร์ของนักแบ็กแพ็กเกอร์’ และอาจกล่าวได้ว่า เป็น ‘พาสปอร์ต’ ที่พาโจ คัมมิงส์ เดินทางสู่ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าอันไม่รู้จบ
Photograph: Joe Cummings
สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า Lonely Planet
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี คัมมิงส์ยังคงเขียนให้กับ Lonely Planet อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของนิตยสาร แต่เส้นทางอาชีพของเขาก็ค่อยๆ ขยายออกไปไกลกว่าหน้ากระดาษ
ใน พ.ศ. 2546 ปีเดียวกับที่เขาได้พบกับ แอนโทนี บอร์เดน เป็นครั้งแรก โจได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งที่ฟังดูเหมือนเรื่องที่โดนแกล้ง เพื่อนคนไทยของเขาซึ่งทำงานเป็นฟิกเซอร์ ถูกติดต่อจากทีมโปรดิวเซอร์ของ A Bigger Bang สารคดีทัวร์รอบโลกของ The Rolling Stones เพื่อขอให้ช่วยจัดหาสถานที่ในกรุงเทพฯ สำหรับมิค แจ็กเกอร์ และสมาชิกวงไว้พักผ่อน กินดื่ม และสังสรรค์
‘เพื่อนผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า The Rolling Stones คือใคร’ โจหัวเราะ ‘เขาเลยโทรมาหาผม ผมก็บอกไปว่า ‘ได้สิ ฉันน่าจะช่วยได้นะ’
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา คัมมิงส์ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งดื่มเบียร์สิงห์อยู่ริมถนนในเมืองหลวง กับหนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ระหว่างนั้น ทัวร์ของวงในมุมไบถูกยกเลิกกะทันหัน ทำให้มิคตัดสินใจอยู่ต่อ และเดินทางต่อไปยังลาว กัมพูชา และอีกหลายเมือง ตามคำแนะนำของโจ
และดูเหมือนการเดินทางครั้งนั้นจะทิ้งร่องรอยไว้ในใจลึกกว่าที่ใครคาดคิด ว่ากันว่า หลังจากแฟนสาวของมิค แจ็กเกอร์ เสียชีวิต เขาได้กลับไปยังหลวงพระบาง และใช้เวลา 10 วันในวัดแห่งหนึ่งที่โจเคยแนะนำไว้เมื่อหลายปีก่อน ราวกับกำลังแสวงหาความสงบและการเยียวยาทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่ต่างจากที่โจเคยทำเมื่อเริ่มต้นเส้นทางชีวิตของเขาเองหลายทศวรรษก่อนหน้า
Photograph: Joe Cummings
‘เตียงนอนอันแสนสบาย’
กว่า 40 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย โจ คัมมิงส์ได้พิสูจน์ตัวเองทั้งในฐานะนักวิชาการและคนโลคอลตัวจริง ถ้าถามว่าเย็นวันศุกร์เขามักจะไปอยู่ที่ไหน คำตอบคงไม่ใช่ห้องสมุด หากแต่เป็นเก้าอี้ในบาร์โดยเฉพาะที่ We Didn’t Land on the Moon (Since 1987) บาร์ศิลปะสุดแสบจากเชียงใหม่ที่มีสาวกเหนียวแน่นในกรุงเทพฯ
ทุกวันนี้ เส้นทางอาชีพของโจได้ขยายไปแทบทุกแขนงของวงการครีเอทีฟ ตั้งแต่การแต่งเพลงให้ภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ การแสดงในหนังนับไม่ถ้วน ไปจนถึงการเขียนหนังสือที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ไปจนถึงจิตวิญญาณ นอกจากผลงานกับ Lonely Planet แล้ว คัมมิงส์ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ Sacred Tattoos of Thailand: Exploring the Magic, Masters and Mystery of Sak Yant, หนังสือ Buddhist Stupas in Asia: The Shape of Perfection และหนังสือ Chiang Mai Style ซึ่งล้วนสะท้อนความหลงใหลในศิลปะและวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างถ่องแท้
บนจอภาพยนตร์ เขาได้ปรากฏตัวในผลงานอย่าง มอร์ริสัน (Morrison), แสงกระสือ, ถ้ำหลวง ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) และ นางนอน (The Cave) พร้อมทั้งมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในฐานะนักแต่งเพลงและที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟให้ทั้งวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ เขาเคยพาแอนโทนี บอร์เดน ตะลุยทั่วประเทศไทยในรายการ Parts Unknown และยังเล่นกีตาร์ในวง Rolling Stones Cover Band อีกด้วย (ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองก็เห็นความแตกต่างที่ประชดประชันในเรื่องนี้ไม่ต่างกัน)
ชายต่างชาติที่เข้าใจและถ่ายทอดหัวใจของแผ่นดินนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนไทยหลายคน เขาคือคนที่ใช้ชีวิตหลายบทบาท หลายเส้นทาง แต่ทั้งหมดนั้นหลอมรวมเป็นตัวตนเดียว - ตัวตนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงรักประเทศไทย...อย่างผมเอง
เมื่อบทสนทนาจบลง เสียงไมค์เริ่มสงบ ความเกร็งจางหาย ผมอดไม่ได้ที่จะหยอกเขาว่า “ตอนนี้คุณกลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งของประเทศไทยแล้วนะ”เขาหัวเราะ ยิ้มกว้าง แล้วตอบกลับมาทันทีว่า “งั้นผมคงเป็น...เตียงที่แสนสบายล่ะสิ”
ชายต่างชาติผู้เข้าใจและถ่ายทอดหัวใจของแผ่นดินนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนไทยหลายคน โจ คัมมิงส์คือผู้ชายที่ใช้ชีวิตผ่านหลากหลายบทบาทและเส้นทาง แต่ทั้งหมดนั้นกลับหลอมรวมเป็นตัวตนเดียวกันอย่างงดงาม ตัวตนที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่หลงใหลในประเทศไทย...อย่างผมเอง
เมื่อบทสนทนาสิ้นสุด เสียงไมค์ค่อยๆ เงียบลง ความเกร็งที่เคยมีจางหายไป ผมอดไม่ได้ที่จะพูดแหย่เขาเล่นว่า
‘ตอนนี้คุณกลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ประจำประเทศไทยไปแล้วนะ’
เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนยิ้มกว้างตอบกลับมาทันทีว่า
‘งั้นผมก็คงเป็น...เตียงที่แสนสบายล่ะสิ’
สามารถฟังบทสัมภาษณ์เต็มได้ทาง YouTube ช่อง Time Out Thailand (พร้อมซับภาษาอังกฤษ และมีการแก้แกรมมาร์เล็กน้อย ก็แหงล่ะ ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองของเราทั้งคู่) ที่นี่
โปรแกรมหนัง

Movie theaters
5 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนไปดูมหากาพย์ ‘The Odyssey’ ผลงานการกำกับล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน
หลังจากฉายรอบสื่อไปไม่นาน The Odyssey (2026) ก็กลายเป็นหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี หลายสำนักยกให้เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ คริสโตเฟอร์ โนแลน พร้อมกวาดคะแนนเปิดตัวสูงถึง 98% บน Rotten Tomatoes จนหลายคนยกให้เป็นหนังระดับ S-Tier ของผู้กำกับเจ้าของงานสร้างฟอร์มยักษ์มากมาย อาทิ Interstellar, Dunkirk และ Oppenheimer
ครั้งนี้ โนแลนหยิบหนึ่งในวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกอย่าง The Odyssey ของ โฮเมอร์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ถ่ายทอดทั้งความอลังการของปกรณัมกรีกและการเดินทางอันยาวนานของวีรบุรุษผู้ต้องต่อสู้กับทั้งเทพเจ้า อสูรกาย และโชคชะตา ถ้าใครกำลังจะตีตั๋วเข้าโรง นี่คือ 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนออกเดินทางสู่มหากาพย์เรื่องนี้

Movie theaters
รวมลิสต์หนังน่าดูประจำเดือนกรกฎาคมนี้
กรกฎาคมเป็นอีกหนึ่งเดือนที่คอหนังน่าจะมีความสุขเป็นพิเศษ เพราะโปรแกรมหนังใหม่อัดแน่นแทบทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชันฟอร์มยักษ์ หนังซูเปอร์ฮีโร่ หนังสยองขวัญ ภาพยนตร์ไทยน่าจับตา ไปจนถึงผลงานล่าสุดของผู้กำกับระดับโลกอย่าง โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ และ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่พร้อมพาผู้ชมกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้ง
ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาหนังไว้ดูในวันหยุด หนังสำหรับพาคนรู้ใจไปเดต หรือแค่อยากหลบฝนไปใช้เวลาสองชั่วโมงในโรงภาพยนตร์ เดือนนี้ก็มีตัวเลือกครบทุกแนว Time Out คัดมาให้แล้ว 10 เรื่องเน้นๆ ที่ควรค่าแก่การตีตั๋วตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีเรื่องอะไรบ้าง เซฟลิสต์นี้เก็บไว้แล้วไปใช้เวลาในโรงภาพยนตร์กัน!

Movies
5 ภาพยนตร์ของ ‘อุ้ม-วัลลภ รุ่งกำจัด’ เตรียมกลับมาฉายอีกครั้งที่ไต้หวัน
หนึ่งปีหลังจากสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักแสดงไทยคนแรกที่คว้ารางวัล นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก Taipei Film Festival โปรแกรมพิเศษ ‘Five Films with Wanlop Rungkumjad’ ก็ถือกำเนิดขึ้นเพื่อพาผู้ชมย้อนสำรวจเส้นทางการแสดงของ อุ้ม-วัลลภ รุ่งกำจัด ผ่านภาพยนตร์ 5 เรื่องที่สะท้อนพัฒนาการของเขาตลอดกว่าทศวรรษในวงการหนังอิสระไทย ตั้งแต่ผลงานช่วงแรก ไปจนถึงบทบาทล่าสุดที่ส่งให้เขาก้าวขึ้นสู่เวทีภาพยนตร์ระดับนานาชาติ
โปรแกรมนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Taiwan Film & Culture Association ร่วมกับ SPOT-Huashan Cinema โดยคัดเลือกผลงานสำคัญ 5 เรื่องที่ร่วมงานกับผู้กำกับแถวหน้าของไทยและเอเชีย เริ่มจาก ‘ที่รัก (Eternity)’ ผลงานกำกับเรื่องแรกของ ศิวโรจณ์ คงสกุล หนังดราม่าที่บอกเล่าเรื่องความรัก การพลัดพราก และการรอคอยผ่านภาพชนบทอันเรียบง่ายแต่งดงาม
Photograph: Eternity, 2010Five Films With Wanlop Rungkumjad
ก่อนจะต่อด้วย ‘36’ ผลงานแจ้งเกิดของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่หยิบเอาภาพถ่าย 36 ภาพมาเป็นโครงสร้างในการสำรวจความทรงจำ ความสัมพันธ์ และช่วงเวลาที่ไม่มีวันหวนกลับ จนกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของหนังไทยร่วมสมัย
Photograph: 36, 2012Five Films With Wanlop Rungkumjad
ถัดมาคือ ‘กระเบนราหู (Manta Ray)’ ของ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิส สาย Orizzonti หนังว่าด้วยมิตรภาพระหว่างชายชาวประมงกับผู้ลี้ภัยไร้ชื่อ ก่อนตั้งคำถามถึงตัวตน พรมแดน และความเป็นมนุษย์ผ่านภาษาภาพอันงดงาม
Photograph: Manta Ray, 2018Five Films With Wanlop Rungkumjad
อีกหนึ่งเรื่องคือ ‘Mongrel’ ผลงานร่วมสร้างระหว่างไต้หวันและไทยของ เจียง เว่ยเหลียง ที่พาผู้ชมติดตามชีวิตของแรงงานข้ามชาติในไต้หวัน ผ่านมุมมองที่ทั้งสมจริงและเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งบทบาทในเรื่องนี้เองทำให้วัลลภคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Taipei Film Festival และสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการภาพยนตร์ไทย
Photograph: Mongrel, 2025Five Films With Wanlop Rungkumjad
รวมถึง ‘ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)’ ผลงานล่าสุดของ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค หนังที่ผสมทั้งดราม่า โรแมนติก คอมเมดี้ และเหนือธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างแปลกใหม่ จนได้รับเสียงชื่นชมจากหลายเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก และตอกย้ำให้เห็นถึงความหลากหลายของบทบาทที่วัลลภสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
Photograph: A Useful Ghost, 2025Five Films With Wanlop Rungkumjad
สำหรับผู้ชมในไต้หวัน บัตรเข้าชมโปรแกรม ‘Five Films with Wanlop Rungkumjad’ เปิดจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ 光點華山電影 SPOT-Huashan นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความรู้จักกับผลงานของหนึ่งในนักแสดงไทยที่น่าจับตามองที่สุด ส่วนแฟนหนังในประเทศไทยก็ได้แต่หวังว่าโปรแกรมพิเศษชุดนี้จะมีโอกาสเดินทางกลับมาจัดฉายในบ้านเรา เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยได้ย้อนชมผลงานสำคัญเหล่านี้บนจอใหญ่อีกครั้ง

Movies
รีวิว Obsession: เมื่อ ‘ความรัก’ ถูกแทนที่ด้วย ‘การครอบครอง’ จะยังเรียกว่ารักได้อยู่ไหม?
** บทความนี้ เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ **
หากมองจากหน้าหนังเพียงอย่างเดียว ‘Obsession’ สาปรัก คลั่งหลอน อาจดูเหมือนหนังสยองขวัญทุนต่ำอีกเรื่องที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้วก็ผ่านไป แต่สิ่งเกิดขึ้นตอนนี้กลับกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งปี เพราะหนังทุนสร้างเพียง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ กวาดรายได้ทั่วโลกไปแล้วกว่า 333 ล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในหนังทำเงินสูงสุดของปี 2026 และยังสร้างสถิติใหม่ให้กับ Focus Features ในฐานะภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของค่ายในสหรัฐอเมริกา
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือ ‘เคอร์รี บาร์เกอร์’ ผู้กำกับวัยเพียง 26 ปี ที่หลายคนอาจคุ้นชื่อจากการเป็นครีเอเตอร์ช่องยูทูบอย่าง That's a Bad Idea ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์เต็มตัว เขาเคยสร้างความประทับใจให้คอหนังอินดี้มาแล้วจาก Milk & Serial แต่ Obsession คือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ผู้กำกับดาวรุ่งธรรมดา เพราะนี่คือหนังที่สามารถผสมความสยอง ความตลกร้าย และความบ้าคลั่งเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
Photograph: Focus FeaturesObsession
ความยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของหนังคือการหลอกให้คนดูตายใจ ในช่วงยี่สิบนาทีแรก Obsession แทบจะเป็นหนังรักวัยรุ่นธรรมดาเรื่องหนึ่ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจาก ‘แบร์’ เด็กหนุ่มขี้อายผู้ไม่กล้าสารภาพรักกับ ‘นิกกี้’ เพื่อนในกลุ่มที่เขาแอบชอบมานาน ฟังดูแล้วแบร์คงจะเป็นตัวละครประเภท loser ที่พบเห็นได้ทั่วไปในหนัง coming-of-age หลายเรื่อง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาไปพบเข้ากับ ‘One Wish Willow’ กิ่งไม้วิลโลว์ต้องคำสาปที่สามารถทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง
Photograph: Focus FeaturesObsession
คำขอของแบร์ดูเรียบง่ายมาก เขาเพียงอยากให้นิกกี้รักเขา แต่ปัญหาคือเขาไม่ได้ขอให้นิกกี้รักเขาเฉยๆ เขาขอให้นิกกี้ ‘รักเขามากกว่าใครในโลกนี้’ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด เมื่อนิกกี้เริ่มรักเขาจริงๆ ความรักนั้นกลับกลายเป็นความคลั่งรัก และความหมกมุ่นที่ผิดธรรมชาติ เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทุกคนที่ขวางทาง ไม่ใช่เพราะความหึงหวงแบบคนรักทั่วไป แต่เป็นเพราะเธอถูกโปรแกรมให้มีชีวิตอยู่เพื่อแบร์เพียงคนเดียว จากหนังรักวัยรุ่นธรรมดา หนังจึงค่อยๆ กลายร่างเป็นหนังสยองขวัญว่าด้วยการครอบครองคนอีกคนหนึ่งอย่างสมบูรณ์
Photograph: Focus FeaturesObsession
แม้ One Wish Willow จะเป็นองค์ประกอบเหนือธรรมชาติของเรื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแบบไร้ที่มา ตัวกิ่งไม้วิลโลว์ดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานพื้นบ้านที่เชื่อมโยงต้นวิลโลว์เข้ากับความโศกเศร้า ความโหยหา และพลังลี้ลับ ขณะเดียวกันร้านขายของลึกลับที่ปรากฏในเรื่องอย่าง The Green Man ก็มีอยู่จริงในเมืองเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และกำลังกลายเป็นสถานที่เช็กอินใหม่ของแฟนหนังหลังจาก Obsession ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย
Photograph: Focus FeaturesObsession
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือวิธีที่หนังใช้ ‘คำสาป’ เป็นเครื่องมือพูดถึง ความสัมพันธ์ของมนุษย์เพราะลึกลงไปแล้ว One Wish Willow คือสัญลักษณ์ของ ‘ทางลัด’ สำหรับคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง
แบร์ไม่กล้าสารภาพรัก ไม่กล้ายอมรับการถูกปฏิเสธ และไม่กล้ายอมรับว่าบางครั้งคนที่เรารักอาจไม่ได้รักเราตอบ เขาจึงเลือกใช้เวทมนตร์ดำเข้าจัดการสิ่งที่ควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของอีกฝ่าย ยิ่งหนังดำเนินไป เราจะยิ่งรู้สึกว่านิกกี้อาจไม่ใช่ปีศาจของเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะหนังค่อยๆ หยอดเบาะแสให้เห็นว่าความเป็นตัวตนของเธอกำลังถูกกัดกินทีละน้อย โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘แซนดี้’ แมวของแบร์ที่ตายไปตั้งแต่ต้นเรื่อง
Photograph: Focus FeaturesObsession
ตอนแรกอาจดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไร แต่เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่านิกกี้เริ่มแสดงพฤติกรรมคล้ายแมวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำซากสัตว์มาเก็บไว้ การเฝ้ามองเจ้าของจากมุมมืด หรือการติดตามแบร์ตลอดเวลา ราวกับว่าคำสาปกำลังบังคับให้เธอเลียนแบบสิ่งที่แบร์รักมากที่สุด รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ตัวละครนิกกี้น่าสงสารขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราเริ่มตระหนักว่าความรักที่เธอมีต่อแบร์นั้นไม่ใช่ความรู้สึกของเธอเอง แต่เป็นสิ่งที่ถูกยัดเยียดเข้ามา
นั่นเลยนำไปสู่คำถามสำคัญที่สุดของหนัง ใครคือเหยื่อตัวจริงของเรื่องนี้?
Photograph: Focus FeaturesObession
ในตอนแรกหลายคนอาจมองว่าแบร์คือเหยื่อ เขาเป็นเด็กหนุ่มขี้อาย อ่อนแอ และดูไม่มีพิษมีภัย แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป ตัวหนังกลับค่อยๆ เผยให้เห็นอีกด้านของตัวละครนี้ จนเราเริ่มตั้งคำถามว่าความน่าสงสารของแบร์เป็นเพียงแค่เปลือกนอกหรือเปล่า? เพราะความจริงแล้วแบร์คือคนที่เห็นทุกอย่าง เขาเห็นว่านิกกี้กำลังเปลี่ยนไป เห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ เห็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือของเธอ และรับรู้ว่าความสัมพันธ์นี้กำลังทำลายชีวิตอีกฝ่าย แต่ก็ยังคงเลือกเดินหน้าต่อไป เพราะลึกๆ แล้วเขายังต้องการความรักจากเธออยู่ดี
กระทั่งในช่วงท้ายเรื่อง เมื่อแบร์มีโอกาสแก้ไขคำสาป สิ่งที่เขาเลือกขอกลับไม่ใช่อิสรภาพของนิกกี้ แต่เป็นการขอพรให้นิกกี้รักเขาในฐานะเพื่อนแทน ราวกับว่าแม้จะเรียนรู้บทเรียนทั้งหมดแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถปล่อยเธอไปได้จริงๆ ฉากที่สะเทือนใจที่สุดของเรื่องจึงไม่ใช่ฉากจัมพ์สแกร์หรือฉากเลือดสาด แต่เป็นช่วงเวลาที่นิกกี้ตัวจริงหลุดออกมาจากคำสาปชั่วครู่และขอร้องให้แบร์ฆ่าเธอเพื่อยุติความทรมานทั้งหมด
ถ้าใครจำกันได้ ในซีนนั้นแต่แบร์กลับตอบตัวละครนิกกี้ว่า ‘การได้อยู่กับผมมันเลวร้ายมากเลยเหรอ’ ประโยคนี้ทำให้เรารู้ว่าตัวละครแบร์น่ากลัวยิ่งกว่าผีหรือปีศาจตัวไหนในหนังเสียอีก เพราะแม้ในช่วงเวลาที่นิกกี้กำลังร้องขอความช่วยเหลือ เขาก็ยังมองสถานการณ์ผ่านความรู้สึกของตัวเองเป็นหลักอยู่ดี
Photograph: Focus FeaturesObsession
ในแง่ของงานสร้าง Obsession เป็นหนังที่เข้าใจวิธีการดีไซน์ความกลัวให้ออกมาหลอนแบบที่แทบจะไม่ต้องพึ่งพาจัมพ์สแกร์ แต่ผู้กำกับเลือกใช้วิธีเดียวกับหนังผีญี่ปุ่นคลาสสิกอย่าง ‘Kairo’ ที่เน้นสร้างความอึดอัดผ่านบรรยากาศ การเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติ และการปล่อยให้คนดูจมอยู่กับความไม่สบายใจเป็นเวลานาน
Photograph: Focus FeaturesObsession
ถ้าสังเกตกันดีๆ ทุกครั้งที่นิกกี้ปรากฏตัวอยู่ในเงามืดหรือยืนนิ่งเกินไป ความรู้สึกหวาดระแวงจะค่อยๆ กัดกินคนดูโดยไม่จำเป็นต้องมีเสียงดังโครมครามเข้ามาช่วยเลย ขณะเดียวกัน พื้นเพของผู้กำกับที่เคยทำคอนเทนต์สายตลกมาก่อน ก็ทำให้หนังมีจังหวะประหลาดที่หาไม่ได้จากหนังสยองขวัญเรื่องอื่น
โดยเฉพาะฉากที่นิกกี้ยืนแอบมองแบร์ในห้องนอนแล้วค่อยๆ เดินเข้ามาด้วยท่าทางบิดเบี้ยวผิดมนุษย์ ซึ่งทั้งน่าขำและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน เป็นฉากที่สะท้อนลายเซ็นการกำกับของบาร์เกอร์ได้อย่างชัดเจน
Photograph: Focus FeaturesObession
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาทรงพลัง คือการแสดงของ ‘อินดี้ นาวาเร็ตต์’ ที่เล่นบท ‘นิกกี้’ ได้แบบขึ้นหิ้ง เธอสามารถถ่ายทอดตัวละครที่ต้องแกว่งไปมา ระหว่างความเป็นมนุษย์กับความคลุ้มคลั่งออกมาได้แบบไร้ที่ติ ทั้งสีหน้า แววตา ที่สามารถสวิตช์โหมดจากโกรธ ยิ้มดีใจ สู่ความเศร้าดิ่งลึกภายในเสี้ยววินาที หลายฉากเลยที่อินดี้เล่นได้ดีน่ากลัวจนขนลุก จนอยากเชียร์ให้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงปีหน้าเลย
Photograph: Focus FeaturesObsession
ด้าน ‘ไมเคิล จอห์นสตัน’ กับตัวละคร ‘แบร์’ ก็ถ่ายทอดความเป็น เพื่อนชายผู้แสนดีออกมาได้อย่างมีมิติมากๆ เขาไม่ได้เล่นให้แบร์เป็นตัวร้ายตรงๆ แต่เล่นให้เราเห็นว่าบางครั้งคนที่ดูอ่อนโยน หรือดูเข้าถึงง่าย ก็อาจเป็นคนที่สร้างบาดแผลให้ผู้อื่นได้มากที่สุดเช่นกัน
Photograph: Focus FeaturesObsession
สิ่งที่ทำให้ Obsession มีดีมากกว่าการเป็นหนังสยองขวัญทั่วไป คือการที่ตัวหนังไม่ได้ใช้คำสาปเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความกลัว แต่ใช้มันเป็นภาพแทนของความสัมพันธ์ที่ปราศจาก ‘การยินยอม’ ตั้งแต่ต้น ในหนังเราจะเห็นเลยว่านิกกี้ไม่เคยมีโอกาสตัดสินใจด้วยตัวเองว่ารักแบร์จริงๆ หรือเปล่า ทุกความรู้สึก ทุกการกระทำ และทุกการตัดสินใจหลังจากนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากความต้องการของคนอื่นที่ถูกยัดเยียดเข้ามาในชีวิตเธอทั้งนั้น
Photograph: Focus FeaturesObsession
เมื่อมองในมุมนี้ นิกกี้ภายใต้คำสาปแทบไม่ต่างจาก ‘เหยื่อ’ ในความสัมพันธ์แบบ toxic relationship ที่ถูกควบคุม ถูกก้าวล่วงเส้นแบ่งส่วนตัว และถูกบังคับให้กลายเป็นคนในแบบที่อีกฝ่ายต้องการ แม้หลายครั้งเธอจะพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านคำพูด การเขียน หรือแม้กระทั่งการทำร้ายตัวเอง แต่ก็ถูกมองข้ามอยู่เสมอ เพราะคนรอบตัว รวมถึงแบร์เองก็ต่างเลือกเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อมากกว่าความจริงที่กำลังเกิดขึ้น
ความน่าเศร้าของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การที่มีคนตายหลายคน แต่เป็นการที่นิกกี้ต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทั้งหมด ทั้งที่เธอคือคนที่สูญเสียอิสรภาพมากที่สุด
Photograph: Focus FeaturesObsession
ในช่วงท้ายของหนัง หลังจากคำสาปสิ้นสุดลง ตัวผู้กำกับเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าชีวิตของนิกกี้ไม่น่าจะจบลงอย่างมีความสุข เพราะต่อให้เธอหลุดพ้นจากอำนาจเหนือธรรมชาติแล้ว สิ่งที่รออยู่ตรงหน้าก็คือบ้านที่เต็มไปด้วยศพ หลักฐานการฆาตกรรม และเรื่องราวที่พูดไปก็อาจจะไม่มีใครเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นคนเลือกให้มันเกิดขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Obsession เป็นหนังสยองขวัญที่ดูจบแล้วทำให้เราตกตะกอนได้หลายอย่าง เพราะสุดท้ายแล้ว ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องอาจไม่ใช่คำสาป แต่คือความเห็นแก่ตัวของคนคนหนึ่ง ที่คิดว่าการรักใครสักคนมากๆ จะทำให้เรามีสิทธิครอบครองเขาได้
ในโลกที่ผู้คนจำนวนมากยังสับสนระหว่างความรักกับความเป็นเจ้าของ Obsession จึงกลายเป็นหนังที่ร่วมสมัยที่ตั้งคำถามกับคนดูอย่างตรงไปตรงมาว่า หากความรักเกิดขึ้นจากการบังคับ อีกฝ่ายไม่มีสิทธิเลือก ไม่มีสิทธิปฏิเสธ และไม่มีทางหนีออกไปได้ สิ่งนั้นยังจะเรียกว่าความรักได้อยู่ไหม?

LGBTQ+
ย้อนมอง 10 ตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทย ภาพสะท้อนตัวตนและพื้นที่ของการมีอยู่
เนื่องในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ (Pride Month) เราเลยอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปมองเรื่องราวของเหล่าตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทยกันอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวความรัก ความฝัน ความสับสน และการเติบโต ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไทยค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ตัวละคร LGBTQ+ มีตัวตนมากขึ้น จากวันที่ตัวละครเควียร์มักถูกวางไว้เป็นตัวละครตลก ตัวประกอบ หรือสีสันของเรื่อง สู่วันที่พวกเขากลายเป็นตัวละครหลักที่มีชีวิต มีความรัก มีความเจ็บปวด และมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง
บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจ 10 ตัวละครเควียร์จากภาพยนตร์ไทย ที่ไม่เพียงสะท้อนความหลากหลายทางเพศ แต่ยังบอกเล่าความหวัง ความเปราะบาง การต่อสู้ และข้อจำกัดที่คน LGBTQ+ ต้องเผชิญในแต่ละยุคสมัย เพราะแม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม แต่เรื่องราวของพวกเขาก็ยังคงย้ำเตือนว่า การที่ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่นั้นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย อย่างน้อยก็คงดีถ้าตัวละครเหล่านี้ รวมถึงผู้คนอีกมากมายในชีวิตจริง ได้มีโอกาสเป็นตัวเอง รักคนที่อยากรัก และได้ใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาเลือกได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป

Movies
เทศกาลหนังโลกป่วยเราต้องเปลี่ยนกลับมาอีกครั้งที่ ลิโด้ คอนเน็คท์ และหอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน วันที่ 12-21 มิถุนายนนี้
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติหรือรายงานทางวิชาการที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความจริงอันแสนเจ็บปวดที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน เทศกาลภาพยนตร์ Changing Climate, Changing Lives (CCCL) Film Festival ประจำปีนี้ จึงกลับมาทำหน้าที่สำคัญอีกครั้งในการเป็นสะพานเชื่อมโยงความจริงอันโหดร้ายเข้ากับพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ผ่านมุมมองของนักเล่าเรื่องและคนทำหนังรุ่นใหม่จากทั่วทุกมุมโลก
Photograph: Kawin SirichantakulHidden Paradise
ยกระดับการสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมให้ก้าวพ้นภาพจำเดิมๆ ที่มักถูกมองว่าน่าเบื่อหรือจำกัดอยู่เพียงแค่สารคดีเชิงอนุรักษ์ เทศกาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เรื่องราวโลกป่วยสามารถถูกนำเสนอได้อย่างทรงพลัง น่าติดตาม และเปี่ยมด้วยความหวัง ผ่านภาพยนตร์หลากหลายแนวทาง ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแต่ง แอนิเมชัน ไปจนถึงงานทดลองที่ท้าทายความคิด พื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ เยาวชน และกลุ่มคนเล็กๆ ในสังคมที่มักไร้เสียง ได้ส่งเสียงสะท้อนความจริงเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตโลกรวนในชุมชนของตนเอง ซึ่งหลายครั้งช่วยปลุกปลอบและกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักว่า บาดแผลของโลกใบนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ
Photograph: HAULOUTCCCL Film Festival
นอกเหนือจากการจัดฉายภาพยนตร์แล้ว เทศกาลปีนี้ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของการเป็นพื้นที่กว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมเสวนาและการลงพื้นที่สร้างเครือข่าย เพื่อให้เกิดบทสนทนาที่จับต้องได้จริงหลังจากแสงไฟในโรงภาพยนตร์ดับลง CCCL ยังคงจุดประกายให้ผู้คนเดินออกจากโรงภาพยนตร์พร้อมความตั้งใจที่จะลงมือทำบางสิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะภาพยนตร์ในเทศกาลนี้ อาจเป็นภาพยนตร์ที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการลงมือทำจริงในโลกแห่งความเป็นจริง
ที่ ลิโด้ คอนเน็คท์ และหอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน วันที่ 12-21 มิถุนายนนี้ เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย (สำรองที่นั่ง)

Movies
ชวนชิมมื้ออร่อยจนขึ้นสวรรค์ กับ ‘ครัวสาว’ ภาพยนตร์ชวนขนหัวลุกลำดับล่าสุดของ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ 2 กรกฎาคมนี้
‘อาหารของสาว ทำให้ผมไม่อยากไปทำงาน’ คำชื่นชมจากปากชายหนุ่มที่มีต่อภรรยาผู้เป็นแม่ศรีเรือนเพียบพร้อม ทั้งงานบ้าน งานครัว และรสมือที่อร่อยราวกับได้ขึ้นสวรรค์ ทว่าตัดภาพมาอีกที ร่างของเขากลับนอนไร้วิญญาณอยู่บนสนามหญ้า…
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ปล่อยออกมาให้แฟนหนังได้ตื่นเต้นกัน สำหรับผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของตำนานผู้กำกับแถวหน้าเมืองไทยอย่าง ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในภาพยนตร์ระทึกขวัญ-ดรามาเรื่อง ครัวสาว (Morte Cucina)
ผลงานครั้งนี้พาไปดูเบื้องหลังอันมืดดำในห้องครัวและชีวิตรัก เล่าเรื่องราวของ ‘สาว’ (รับบทโดย เบลล่า-ธนัชพร บุญแสง) พนักงานเสิร์ฟในกรุงเทพฯ ผู้อยู่กับอดีตอันแสนเจ็บปวด จนกระทั่งได้โคจรมาพบกับ ‘กรณ์’ (รับบทโดย กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์) ชายหนุ่มที่เป็นต้นเหตุของบาดแผลในใจ เธอจึงเริ่มต้นแผนการแก้แค้นสุดเยือกเย็น ด้วยการสวมบทบาทเป็นภรรยาในฝันเพื่อเสิร์ฟมื้ออาหารที่ ‘อร่อยถึงตาย’ โดยไม่ต้องพึ่งยาพิษแม้แต่หยดเดียว
View this post on Instagram
A post shared by Pen-ek Ratanaruang (@penek69)
ความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับภาพระดับตำนานอย่าง 'คริสโตเฟอร์ ดอยล์' มาร่วมเนรมิตงานภาพที่สะท้อนความเหงาและดำดิ่งได้อย่างปวดใจ โดยก่อนหน้านี้ ครัวสาว ได้ไปประกาศศักดาในเวทีสากล ด้วยการฉายรอบปฐมทัศน์โลก ในฐานะภาพยนตร์เปิดฉายของสายภาพยนตร์เกี่ยวกับอาหาร (Culinary Zinema) ณ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซานเซบัสเตียน ครั้งที่ 73 และฉายรอบปฐมทัศน์ในเอเชียที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 38 เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยคุณภาพที่ไม่ควรพลาด กับการนำเมนูอาหารไทยจานโปรดของใครหลายคน มาเสิร์ฟพร้อมเรื่องราวระทึกขวัญชวนขนลุก เตรียมลิ้มรสความแค้นพร้อมกันวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

Movies
ดูหนังย้อนยุคฟรี ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ ตลอดมิถุนายนนี้
หลบละอองฝนยามเย็นในช่วงต้นฤดูฝน แล้วพากายใจย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองของภาพยนตร์ไทยกับโปรแกรมพิเศษ ‘ดูหนังย้อนยุคฟรี’ ที่หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ย่านพระนคร ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ อีเวนต์ที่สายอาร์ต คอหนัง และผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิกวินเทจไม่ควรพลาด งานนี้เป็นการเชิญชวนทุกคนมาล้อมวงชมภาพยนตร์เก่าขึ้นหิ้งระดับตำนานที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งภาพยนตร์ที่นำมาจัดฉายในครั้งนี้ หลายเรื่องได้รับการยกย่องและขึ้นทะเบียนให้เป็น ‘มรดกภาพยนตร์ของชาติ’ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสเสน่ห์ของแผ่นฟิล์มในอดีตผ่านจอใหญ่กลางกรุง
Photograph: VIPASanti-Vina
ไลน์อัปในแต่ละสัปดาห์อัดแน่นไปด้วยผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่จะพาคุณถูกกลืนไปกับมนต์ขลังแห่งอดีต โดยคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันให้สมกับความทรงคุณค่า เริ่มต้นด้วย ‘สันติ-วีณา’ (2497) ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี 35 มม. และสร้างประวัติศาสตร์เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ไปคว้ารางวัลในเวทีต่างประเทศ, ตามมาด้วย ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ (2498) ฉบับคลาสสิกดั้งเดิมที่ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมความรักและกิเลสของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งกินใจ พร้อมด้วยผลงานชิ้นเอกของบรมครูแห่งวงการภาพยนตร์ไทยอย่าง ‘รัตน์ เปสตันยี’ ได้แก่ ‘โรงแรมนรก’ (2500) ภาพยนตร์ตลกร้ายแนวฟิล์มนัวร์ที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างเฉียบคม และ ‘น้ำตาลไม่หวาน’ (2507) ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่มีชั้นเชิงและเทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัยเกินยุค
Photograph: JadeBangkok City Library
บรรยากาศภายในห้องฉายภาพยนตร์จะพาคุณอินไปกับมู้ดแอนด์โทนสุดคลาสสิก ทั้งสีสันของการเกรดสีฟิล์มยุคเก่า แฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผมของนักแสดงระดับตำนาน และบทสนทนาอันละมุนละไมที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยในวันวาน เหมาะสุดๆ สำหรับการหลีกหนีความวุ่นวาย หามุมสงบเงียบเพื่อพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากนี้ ตัวอาคารหอสมุดเมืองกรุงเทพฯ เองก็มีความสวยงามโอ่อ่าคลาสสิกที่เข้ากับธีมงานอย่างลงตัว ทำให้คุณสามารถจัดทริปวันอาทิตย์แบบสโลว์ไลฟ์ เดินเล่นย่านพระนคร แวะคาเฟ่ อ่านหนังสือ หรือถ่ายรูปเก๋ๆ ก่อนเข้าชมภาพยนตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มาร่วมอนุรักษ์และสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้รากเหง้าของวงการบันเทิงไทย ที่ Theater room ชั้น 1 หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ย่านพระนคร เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงพกบัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถเดินเข้าชมได้เลยทันที ทุกวันอาทิตย์ที่ 7, 14, 21 และ 28 มิถุนายน 2569 เริ่มฉายเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
รีวิวบาร์ในกรุงเทพฯ

Bars
ดื่มด่ำไปกับ 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุง จิบเครื่องดื่มเคล้าไปด้วยเสียงดนตรี
ครั้งหนึ่งแผ่นเสียงเคยเป็นรูปแบบหลักของการฟังเพลง ก่อนที่เทคโนโลยีจะพาเราไปสู่ยุคสตรีมมิงที่เพลงนับล้านสามารถกดเล่นได้เพียงปลายนิ้ว แต่แม้โลกจะเปลี่ยนไป เสน่ห์ของเสียงจากแผ่นไวนิลก็ไม่เคยเลือนหาย และยังคงดึงดูดทั้งนักสะสมและคนรักดนตรีให้กลับมาหลงใหลอยู่เสมอ
กระแสบาร์แผ่นเสียงไวนิลเติบโตขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ที่เริ่มมีร้านเปิดให้เห็นมากขึ้น แต่ละร้านไม่ได้มีดีแค่เครื่องดื่ม หากยังใส่ใจทุกองค์ประกอบของการฟังเพลง ตั้งแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง ระบบเสียง ไปจนถึงบรรยากาศภายในร้าน ที่ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกับเสียงดนตรีอย่างเต็มที่
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมแผ่นเสียง คอเพลงตัวยง หรือแค่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศจากบาร์ทั่วไป การนั่งจิบเครื่องดื่มพร้อมปล่อยให้เสียงเพลงจากแผ่นไวนิลค่อยๆ หมุนไปตลอดค่ำคืน ก็กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ดีๆ ของวันได้แล้ว
เราได้รวบรวม 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งด้านบรรยากาศ ดนตรี และเครื่องดื่มมาไว้ให้แล้ว เลือกร้านที่ถูกใจแล้วออกไปสังสรรค์กันได้เลย
หรือถ้าบาร์แผ่นเสียงอาจจะยังไม่ใช่แนว ลองดูลิสต์ 7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่รวมทั้งอาหารอร่อย เครื่องดื่ม และดนตรีไว้ในที่เดียว รับรองว่าถูกใจสายแฮงเอาต์ไม่แพ้กัน

Bars
7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่คนรักเนเชอรัลไวน์ควรไปลอง
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มในกรุงเทพฯ หลายคนอาจนึกถึงค็อกเทลบาร์หรือร้านคราฟต์เบียร์เป็นอันดับแรก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกหนึ่งกระแสที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ เนเชอรัลไวน์ (Natural Wine) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
ปัจจุบัน บาร์ไวน์หลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ ต่างนำเสนอไวน์แบบ Low Intervention, ไวน์ส้ม และไวน์จากผู้ผลิตรายย่อยทั่วโลก ให้ผู้คนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการดื่มไวน์
แล้ว ‘เนเชอรัลไวน์’ คืออะไร? แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นทางการเพียงหนึ่งเดียว แต่โดยทั่วไปแล้วหมายถึงไวน์ที่ผลิตโดยแทรกแซงกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด ทั้งในไร่องุ่นและในห้องบ่ม ผู้ผลิตมักเลือกใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์หรือไบโอไดนามิก ใช้ยีสต์ธรรมชาติในการหมัก และลดการใช้สารเติมแต่งให้น้อยที่สุด ผลลัพธ์คือไวน์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ปลูกองุ่นได้อย่างชัดเจน และมีรสชาติที่แตกต่างในแบบของตัวเอง
เสน่ห์สำคัญของเนเชอรัลไวน์คือ ความรู้สึกของการค้นพบ เพราะไวน์แต่ละขวดมีสไตล์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ดื่มง่าย สดชื่น ไปจนถึงรสชาติที่ซับซ้อนและคาดไม่ถึง ขณะที่ไวน์ส้มก็กลายเป็นหนึ่งในสไตล์ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจโลกของไวน์แบบ Low Intervention มากขึ้น
หลายร้านในกรุงเทพฯ จึงเพิ่มเนเชอรัลไวน์เข้าไปในลิสต์ควบคู่กับไวน์คลาสสิกและไวน์ร่วมสมัย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มที่เปิดกว้าง ชวนให้ผู้คนได้ลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่น่าจับตามองของเมือง
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนไวน์ส้มอยู่แล้ว หรือแค่อยากรู้ว่าทำไมใครๆ ถึงพูดถึงเนเชอรัลไวน์กันมาก นี่คือ 7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่ควรค่าแก่การไปสำรวจ

Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok กลับมาอีกครั้งกับการรีแวมป์ครั้งใหญ่ที่ตั้งใจนิยามไนต์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ใหม่ให้ร้อนแรงกว่าเดิม
ดีไซน์ร้านถูกยกระดับสู่การปรับโฉมใหม่ให้เป็นบาร์ที่ร้อนแรงที่สุดในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว ผสมกลิ่นอายไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Pan-Latin เข้าด้วยกันอย่างมีสไตล์ ตั้งแต่แสง สี อินทีเรียร์ ไปจนถึงรายละเอียดที่สายโซเชียลต้องหยิบมือถือขึ้นมาทันที
Photograph: Kimpton Maa-Lai Bangkok
ฝั่งดนตรีเลือกเดินด้วยจังหวะ Afro House ที่ทั้งอินเตอร์ และชวนขยับตัว พร้อมดีเจเซ็ตจากทั้งทีมดีเจประจำและแขกรับเชิญ รวมถึงเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ทำให้แต่ละคืนไม่ซ้ำกัน อาหารนำโดยเชฟจากเปรู กับเมนู Pan-Latin x Thai รสจัด คาแรกเตอร์ชัด กินสนุก เข้าคู่ค็อกเทลสร้างสรรค์ที่มีตั้งแต่สายปาร์ตี้ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
Bar.Yard คือคำตอบของคำถามว่าคืนนี้จะกิน ดื่ม และปาร์ตี้ที่ไหนดีแบบไม่ต้องคิดนาน
ที่ Bar.Yard, Kimpton Maa-Lai Bangkok เปิดบริการวันพฤหัสบดี - เสาร์ เวลา 17.00 - 02.00 น. และวันอาทิตย์ - พุธ เวลา 17.00 - เที่ยงคืน

Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา โสภาจารี’ บาร์เทนเดอร์หญิงที่คลุกคลีอยู่ในวงการบาร์มานาน 10 ปี แต่นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้รู้จักเธอในฐานะเจ้าของร้าน
Lost in Thaislation เกิดจากการที่ฝาเบียร์รู้สึกว่า “ไม่อยากทำบาร์ให้ใครแล้ว” เท่านั้นเลย และพอมาทำบาร์ของตัวเอง ทุกๆ องค์ประกอบในร้านเลยมาจากเธอคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร้านที่เธอเล่าให้ฟังว่า ได้ไอเดียมาจากการพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ต่างชาติที่มา guest shift รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ออกมาได้เต็มที่ บางครั้งพูดแบบ broken english ไปแล้วรู้สึกอินมากกว่า
ไอเดียนั้นต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มในคอนเซ็ปต์ Translate Solid to Liquid เล่นกับการแปล (แปร) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่เป็นการแปรของแข็งให้อยู่ในรูปของเหลวซึ่งก็คือค็อกเทล โดยสิ่งที่ฝาเบียร์นำมาแปรในช่วงแรกของการเปิดร้านก็คือ ‘อาหาร’
มี 2 เหตุผลที่ฝาเบียร์เลือกนำเมนูอาหารมาทำค็อกเทล อย่างแรกคือจากประสบการณ์ที่ต้องคอยรับบทไกด์พากินอยู่บ่อยๆ และชอบมีลูกค้าต่างชาติถามว่ามากรุงเทพฯ กินอะไรดี? หลังจากบาร์ปิด ครั้งนี้เธอเลยเลือกที่จะตอบด้วยค็อกเทลแทน อีกอย่างคือเธออยากสนับสนุนธุรกิจ F&B ในแบบที่เธอทำได้ และอยากทำให้คนเห็นว่าถึงบาร์จะเป็นธุรกิจกลางคืนที่ถูกมองว่าเทาๆ แต่ก็สามารถช่วยร้านกลางวันได้เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ฝาเบียร์เคยไปอินเทิร์นที่ญี่ปุ่น เธอเลยนำแนวคิดการออกแบบบาร์มาใช้ที่นี่และเรียกมันว่า Thoughful Bar คือบาร์ที่คิดเผื่อลูกค้า (แต่ไม่ใช่ลูกค้าเป็นพระเจ้า) คิดเผื่อในที่นี้คือคิดในมุมของลูกค้าว่ามานั่งบาร์แล้วต้องการอะไร แล้วออกแบบบาร์ตามโจทย์นั้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือพื้นตรงที่นั่งหน้าบาร์จะถูกยกให้สูงกว่าพื้นด้านหลังบาร์หนึ่งสเต็ป เวลาลูกค้านั่งจะได้อยู่ในระดับเดียวกับบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังบาร์ เวลาพูดคุยกันสายตาจะได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ต้องมีใครมองสูงหรือมองต่ำ ทำให้รู้สึกถึงความเท่าเทียม
ผนังฝั่งตรงข้ามบาร์จริงๆ เป็นที่สำหรับสแตนดิงเวลาที่นั่งเต็ม แต่แทนที่จะทำเป็นบาร์ยื่นออกมาสำหรับวางแก้ว ฝาเบียร์เลือกทำผนังให้เป็นช่องเข้าไป กว้างพอสำหรับวางแก้ว 2-3 ใบ ลูกค้า (ที่เมาแล้ว) จะได้ไม่ต้องเดินชน
กลับมาที่ค็อกเทลที่ชื่อ – และรสชาติเหมือนอาหาร ฝาเบียร์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ใช่การนำอาหารมาปั่นให้ลูกค้าดื่ม เพราะแบบนั้นดื่มไม่ได้แน่นอน แต่เป็นการหยิบจับองค์ประกอบในแต่ละเมนูมาผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและกลิ่นที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันเป็นค็อกเทลอาหารที่ดื่มแล้วเห็นภาพของจานนั้นๆ ลอยมาแบบชัดเจน แต่ก็ยังดื่มง่ายไม่อี๋เลยสักแก้ว
ค็อกเทลแต่ละแก้วได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูขึ้นชื่อของร้านอาหารเจ้าดังในย่านทองหล่อ ได้แก่ ‘ข้าวมันไก่’ จากร้านบุญตงเกียรติ แก้วนี้นำวอดก้าไปซูวีกับหนังไก่ เสร็จแล้วนำไปแฟตวอช เติมสาเกอินฟิวส์ข้าวเหนียวให้ได้กลิ่นข้าว ตามด้วยโซดามิโสะขิง เยลที่ทำจากผักชีทั้งต้นกลั่นกับจินและการ์นิชด้วยถั่วงอกดองน้ำมันงาและแตงกวา กลิ่นไก่ต้มหอมๆ (ยืนยันว่าไม่คาว) กลิ่นข้าวและกลิ่นเครื่องปรุงในน้ำจิ้มมากันครบ เป็นดริงก์ที่ลงตัวมาก มีการเสิร์ฟหนังไก่ทอดให้คนที่สั่งข้าวมันไก่ทอดด้วย
‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ จากร้านแม่วารี เครื่องดื่มเบสรัมและอามะสาเกที่ตัวดริงก์เป็นตัวแทนของข้าวเหนียวมูน โปะด้วยโฟมเอสพูมามะม่วงนุ่มๆ โรยผงคินาโกะที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวกับกะทิ เป็นแก้วที่มีความหวาน มัน หอมเหมือนกินข้าวเหนียวมะม่วงจริงๆ นั่นแหละ แต่ต้องค่อยๆ จิบเพราะแรงเอาเรื่องอยู่
‘ผัดไทชาวเล’ จากร้านหอยทอดชาวเล ใช้บรั่นดีเป็นเบส ใส่ไซรัปมะขาม น้ำตาลมะพร้าวให้ได้รสชาติของซอสผัดไท ใช้ปลาคัตสึโอะที่มีกลิ่นคล้ายเปลือกกุ้งแทนกุ้งจริงๆ เพราะคนแพ้กุ้งเยอะ และใช้อามะสาเกแทนความเป็นแป้งของเส้นจันทน์ โรยผงโทการาชิเพิ่มความเผ็ดและเสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกและต้นกุยช่ายเหมือนเวลาผัดไทจริงๆ และ ‘หมูสับเกี้ยมบ๊วย’ เมนูขึ้นชื่อจากร้านข้าวต้มแสงชัย แก้วนี้นำคอนญักไปแฟตวอชกับเบคอนเอากลิ่นหอมๆ ของหมู เตรียมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ด้วยน้ำส้มยูสุและอูเมะชู เสิร์ฟคู่กับบ๊วยดอง เรียบง่ายแต่องคืประกอบรสชาติและกลิ่นของเมนูต้นฉบับอยู่ครบ ทุกแก้วขายราคาเดียว 455 บาท
ค็อกเทลอาหารว่าน่าสนใจแล้ว แต่ฝาเบียร์แย้มๆ มาว่าซีรีส์ต่อไปจะเป็นค็อกเทลที่มาจาก Transportation หรือ การขนส่งในกรุงเทพฯ ทำเอาเราเดาไม่ถูกเลยว่ารสชาติของรถเมล์รถไฟฟ้าจะเป็นยังไงกันนะ
Lost in Thaislation อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อ ทางออก 3 เปิด 19.00-02.00 (ปิดวันอังคาร)

Restaurants
Kinki
ร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับและบาร์บรรยากาศดีในโรงแรม Ascott Thonglor Bangkok ซอยสุขุมวิท 59 เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิกคัปโปะและไคเซกิที่คัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี และยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ทั้งค็อกเทลและสาเกหายากนำเข้าจากญี่ปุ่น

Bars
Untitled
หลังจากแจ้งเกิดในซอยนานา เยาวราช ด้วย 4 บาร์ดังอย่าง Teens of Thailand, Asia Today, Tax และ Independence และปักหลักเป็นเจ้าถิ่นอยู่นานถึง 7 ปี ตอนนี้ Yolo Group ขอมาประกาศศักดาบนทำเลใหม่ในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อกับบาร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Untitled
ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 10 ตรงข้ามกับ Donki Mall เกือบทะลุไปถึงเอกมัย (สุขุมวิท 63) เป็นที่มาของการตกแต่งหน้าร้านแบบตะโกนเพื่อให้คนที่ผ่านไปมารู้ว่า “ฉันอยู่นี่” แต่ในความตะโกนนั้นก็บอกไม่ได้บอกชัดซะทีเดียวว่าฉันคือบาร์นะ เพราะถ้าเอาตามที่ป้ายไฟขนาดใหญ่นับสิบป้ายที่หน้าร้านบอก เป็นใครก็คงเข้าใจว่าที่นี่คือ “โรงรับจำนำ” จนกว่าจะได้เข้ามาข้างในนั่นแหละถึงจะรู้
นั่นคือความคอนทราสต์แรกซึ่ง ‘กันต์ ลีฬหะสุวรรณ’ ผู้ออกแบบและตกแต่งร้านตั้งใจเล่นกับเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" เพราะโรงรับจำนำคือที่พึ่งของคนทำงานหาเช้ากินค่ำส่วนคนรวยๆ คงไม่มีเหตุผลให้เดินเข้าไปในนั้น แต่หลังป้ายโรงรับจำนำแห่งนี้กลับเป็นบาร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแบบที่คนรวยๆ ชอบเข้าไปนั่งเสพสุข จุดเด่นที่เราแทบละสายตาไม่ได้เลยก็คือ infinity roof–ท่อเหล็กเคลือบสีทองแดงถูกดัดเป็นเส้นโค้งเชื่อมกันทั้งร้าน คล้ายๆ ซุ้ม ถือเป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่ทำให้ภายในร้านสวยตาแตกไปเลย
ความคอนทราสต์ยังถูกต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มที่ออกแบบโดย 'ณิกษ์ อนุมานราชธน' และ 'อรรถพร เดอ-ซิลวา' ในคอนเซ็ปต์ Exotic Ingredient & Unheard of Combination หรือการจับคู่วัตุดิบที่หลากหลายและดูเหมือนจะไม่เข้ากันให้ออกมาดื่มสนุกลงตัว เราลองชิมมา 3 แก้ว (จาก 6 แก้ว) ดังนี้
Cacti (420 บาท) ค็อกเทลกึ่งรีเฟรชชิ่งที่มีสัดส่วนของแอลกอฮอล์และจูซเท่าๆ กัน เป็นแก้วที่ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ชัด ส่วนผสมหลักคือเตกีลากับ Prickly Pear – ลูกของต้นกระบองเพชร และเมล่อน ตกแต่งด้วยกระบองเพชรที่ผ่านกระบวนการดองแบบคอมเพรส
My Ghee My Choice (400 บาท) แก้วนี้เบสด้วยจิน ผสมกับมาเดราหรือฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกสที่มีรสชาติคล้ายลูกเกด มีความสดชื่น มีรสเปรี้ยวจากโยเกิร์ตและท็อปด้วยโฟมที่ทำจากเคิร์ดของโยเกิร์ตตีรวมกับกีหรือเนยใส แทนการใช้ไข่ขาว–ที่ใครๆ ก็ใช้กัน
ISSA PLANT (420 บาท) ซิกเนเจอร์ค็อกเทลสไตล์ Spirit-forward แก้วเดียวในร้าน ณ ตอนนี้ เบสด้วยไรย์วิสกี้ ผสมกับเชอร์รี่และหญ้าแฝกหอม ตกแต่งด้วยราสป์เบอร์รี่ ชื่อของแก้วนี้มาจากคำว่า It’s a plant ซึ่งมาจากส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Vetiver หรือ หญ้าแฝกหอม เครื่องหอมจากอินเดียที่นิยมในอุตสาหกรรมน้ำหอมช่วงปีสองปีที่ผ่านมา แต่ทางร้านนำมาใช้ในการทำค็อกเทล แก้วนี้จะเข้มในจิบแรกแต่ถ้าอยากให้ดื่มง่ายขึ้นต้องทิ้งไว้สักพัก แล้วจะมีความฟรุ้ตตี้ชัดขึ้นแต่ไม่เยอะมาก
ด้านดนตรีทางร้านได้ ‘เอกพจน์ ชูเชิดเกียรติสกุล’ หรือ DJ Ekception มาดูแลให้ในฐานะ Music Director โดยดนตรีของที่ร้านจะเป็นแนว Hiphop & Open Format กับไลน์อัปดีเจแถวหน้าของเมืองไทย และแต่ละเดือนก็จะมีอีเวนต์แนวเพลงอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสัน เช่น House, Techno หรือ Drum & Bass สามารถอัปเดตไลน์อัปของดีเจในแต่ละเดือนได้ในทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Untitled

Bars
Racing 76
บาร์น้องใหม่จากเครือ Greyhound ที่อยากนำเสนอแบรนด์ในมุมใหม่ๆ นอกเหนือจากแฟชั่นและอาหาร และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ชายมากขึ้น สุดท้ายเลยมาลงตัวที่การเปิดบาร์สไตล์ Racing Club บรรยากาศสบายๆ ที่ยังคงมีเรื่องของแฟชั่นซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์แทรกอยู่ในการตกแต่งร้านด้วย ส่วนค็อกเทลที่นี่จะเน้นดื่มง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยนำศัพท์ในวงการแข่งรถมาตั้งชื่อเป็นค็อกเทล และมีอาหารเสิร์ฟด้วยซึ่งเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนที่ Greyhound Cafe แน่นอน เพราะต้องการแยกชัดเจนระหว่างร้านอาหารและบาร์

Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ #FindTheLockerRoom บาร์ลับหลังห้องล็อกเกอร์อายุ 5 ปีที่ตอนนี้ย้ายจาก Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 มาอยู่ในตึกแถวระหว่างซอยทองหล่อ 12-14
ไม่ได้ย้ายโลเคชั่นใหม่อย่างเดียว ตอนนี้ทางร้านปล่อยเมนูใหม่ออกมาด้วย ก่อนหน้านี้เมนูเครื่องดื่มที่ร้านจะใช้คอนเซ็ปต์ Past - Present - Future ตีความค็อกเทลในรูปแบบของช่วงเวลาโดย Past คือคลาสสิกค็อกเทล Present คือการนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์และ Future คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนเมนูใหม่มาในคอนเซ็ปต์ Time Capsule ยังคงเล่นกับเรื่องของช่วงเวลาเหมือนเดิม แต่รอบนี้ทุกอย่างจะอยู่ในส่วนของ ‘อดีต’
Time Capsules Menu Vol.1 พาเรากลับสู่ยุค 60’s - 80’s ผ่านค็อกเทล 9 แก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่น ของเล่น และดนตรีในแต่ละยุค เราเริ่มออกเดินทางจากยุค 60’s ด้วย Strawberry Fields (490 บาท) ที่หยิบเอาเพลงชื่อเดียวกันของวง The Beatles มาชงเป็นค็อกเทล ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งจากชีวิตวัยเด็กของ จอห์น เลนนอน และเป็นเพลงสุดท้ายที่เขาแต่ง
Strawberry Fields จึงเป็นค็อกเทลติดหวาน มีความครีมมี่ ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักๆ คือจินกับโฮมเมดมิกซ์เบอร์รี่ที่ทำจากมะเขือเทศ ราสป์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่และเครื่องเทศอีกหลายอย่าง รวมๆ แล้วทำให้แก้วนี้มีรสชาติคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทั้งที่ไม่มีสตรอว์เบอร์รี่เป็นส่วนผสม
สุ่ยุค 70’s เราสั่ง Who wears short shorts? (460 บาท) ค็อกเทล 3 สี 3 เลเยอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกางเกงขาสั้นหลากสี แฟชั่นของสาวๆ ในยุคนั้น โดยสีส้มคือตัวแทนของสาวสดใส น่ารัก มีส่วนผสมของจิน น้ำสับปะรด เครื่องเทศ แครอทและเลมอน สีเขียวเปรียบเป็นผู้หญิงหวานๆ มีมิโดริอินฟิวส์ใบเตยผสมกับมินต์ ส่วนสีแดงคือสาวแซ่บ ทำจากคัมพารีผสมแตงโม น้ำมะเขือเทศและซอสทาบาสโก้ แก้วนี้แนะนำให้จิบก่อนแล้วใช้นิ้วคนให้แต่ละเลเยอร์เข้ากันแล้วค่อยจิบอีกรอบ
แก้วต่อมาคือ Magic F8 (460 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Magic 8 Ball หรือลูกบอลทำนาย ของเล่นยอดนิยมจากยุค 80’s แก้วนี้เลยมีอะไรสนุกๆ ให้เล่น โดยในแก้วจะมีกระดาษที่ทำจากวาฟเฟิลในนั้นจะมีคำตอบอยู่ ให้เราคิดคำถามในหัวก่อนแล้วค่อยดูว่าคำตอบคืออะไร ส่วนผสมหลักๆ ของแก้วนี้คือเอจด์รัม เฉาก๊วย มิลก์พันช์ที่ทำจากนม ไซรัปข้าวหอมมะลิและมะพร้าว ออนท็อปด้วยวุ้นใบเตยอัญชัญ
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบอกว่าสิ่งที่ดีงามไม่แพ้ค็อกเทลเลยก็คือติ่มซำ ใครไปแบบหิวๆ แนะนำให้สั่งมารองท้องเลย เราสั่งขนมจีบกุ้งกับไก่แช่เหล้าไปอร่อยใช้ได้เลย
#FindTheLockerRoom เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Bars
Falcon Secret Bar
ตอนที่ร้าน Marie Guimar (มารี กีร์มาร์) ร้านอาหารไทยบนชั้น 28 ของโรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดใหม่ๆ เราก็ได้ยินว่าเขาจะมีบาร์อีกหนึ่งแห่งตามมาอยู่ชั้นบนซึ่งเป็นบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก พระยาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน สามีของมารี กีร์มาร์
.
เรากำลังพูดถึง Falcon Secret Bar สกายบาร์ที่ตกแต่งด้วยสไตล์ตะวันตกแต่ก็มีกลิ่นไทยๆ แซมอยู่ในรายละเอียดเพื่อสะท้อนตัวตนของฟอลคอนที่แม้จะเป็นคนต่างชาติแต่ก็ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไทยได้จนได้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
.
แต่ที่กินขาดเห็นจะเป็นวิวเมืองบนชั้น 34 ที่ตั้งของร้านที่ไม่ว่าจะมาตอนยังมีแสงแดดอ่อนๆ หรือมาตอนฟ้ามืดแล้วก็สวย หรือจะไปตอนฝนตกอย่างเราก็ยังสวย
.
ทำไมต้องเป็น Secret Bar? ทางร้านบอกว่าจริงๆ ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยพูดถึงการดื่มสังสรรค์ของฟอลคอนไว้หรอก แต่ด้วยความที่ฟอลคอนเป็นคนที่มีเพื่อนทั้งคนไทยและต่างชาติ ทั้งยังมีบุคลิกเป็นคนเจ้าเสน่ห์ เป็นผู้ชายขี้เล่น มีความสุนทรีย์ ก็เป็นไปได้ว่าฟอลคอนจะมีห้องลับไว้ต้อนรับแขก
.
ค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ร้านจะมีทั้งหมด 9 แก้ว แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตฟอลคอนและแต่ละช่วงเวลาก็จะเล่าเรื่องราวผ่านค็อกเทล 3 แก้ว ได้แก่ 1675-1680 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกๆ ที่ฟอลคอนเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา เราเลือกชิม The Royal (890 บาท) ค็อกเทลที่แสดงถึงคุณความดีที่ฟอลคอนสร้างให้กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังรุ่งเรืองโดยเฉพาะฝรั่งเศสกับอิหร่าน แก้วนี้จึงมีส่วนผสมทั้งจากฝรั่งเศสกับอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นคอนญัค แซฟฟรอน และ green chartreuse
.
ต่อมาคือช่วงปี 1680-1682 เป็นช่วงปีที่ฟอลคอนได้พบรักกับมารี กีร์มาร์ ค็อกเทลก็จะมีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาดีๆ ทั้งสองคน เราสั่งแก้วที่เป็นตัวแทนของมารี กีร์มาร์ อย่าง Maria Guyomar De Pinha (420 บาท) (ชื่อเต็มของมารี กีร์มาร์) ซึ่งเป็นลูกครึ่งตะวันตกตะวันออกและมีเชื้อสายญี่ปุ่นด้วย แก้วนี้นอกจากจินแล้วก็เลยมีมิโดริส่วนผสมที่มีความเป็นญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามาด้วย
.
สุดท้ายคือช่วง 1682-1688 เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตฟอลคอน ค็อกเทลแต่ละแก้วก็จะเป็นตัวบ่งบอกตัวตนในประวัติศาสตร์ของฟอลคอน เช่น Life Path (390) ได้แรงบันดาลใจจากเส้นทางชีวิตฟอลคอนที่เคยเป็นพ่อค้านั่งเรือไปตามประเทศต่างๆ แก้วนี้เลยมีส่วนผสมที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น รัมขาว มะขาม อัลมอนด์
.
หลายคนอาจคุ้นเคยการจิบค็อกเทลเคล้ากับดนตรีแจ๊ส แต่ที่ Falcon Secret Bar จะขับกล่อมทุกคนด้วยดนตรีโซลสดๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลบาร์เพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ
.
Falcon Secret Bar ตั้งอยู่บนชั้น 34 โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป

Bars
Independence Bar
ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินว่า Yolo Group เปิดบาร์ใหม่เพราะแต่ละร้านจะมาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจเสมอและบางครั้งก็แสบเอาเรื่อง อย่างร้าน Tax ที่เปิดมาเพื่อฟาดกลับเรื่องการเสียภาษีโดยไร้ประโยชน์ (อ่านรีวิว Tax ได้ที่ https://www.timeout.com/bangkok/th/bars/tax) หรือ Asia Today ที่พิสูจน์แล้วว่าวัตถุดิบท้องถิ่นก็สามารถพาชื่อบาร์ไทยไปอยู่บนลิสต์ Asia’s 50 Best Bars 2022 ได้ (อันดับที่ 43) ส่วนร้านที่เราจะพูดถึงวันนี้คือ Independence บาร์ลำดับที่ 4 ของเครือ Yolo Group ที่เปิดให้บริการได้สักพักแล้ว
Independence ตั้งอยู่ด้านล่างร้าน Tax ดูด้วยตาก็รู้ว่าที่นี่ใหญ่กว่า 3 ร้านแรกพอสมควร ประตูสีดำบานใหญ่ ผนังลายกราฟฟิตี้ เบาะหนังสีเขียวน้ำทะเล เก้าอี้ไม้ที่ดูนั่งสบาย และบรรยากาศสบายๆ ของร้านคือองค์ประกอบที่รวมกันแล้วเราสามารถเรียกที่นี่ได้ว่า Proper dive bar หรือบาร์ที่ทุกคนสามารถแวะเข้ามาได้นั่งทุกโอกาส สนุกสนานเฮฮา เสียงดังได้ (เล็กน้อย) ร้องเพลงตามได้โดยไม่ต้องเขิน ปล่อยจอยได้มากกว่าค็อกเทลบาร์ทั่วไป ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตั้งชื่อร้านว่า Independence
‘พี่บึ้ก-อรรถพร เดอซิลวา’ Group Beverage Director ของ Yolo Group บอกว่า ค็อกเทลที่ร้านจะไม่มีซับซ้อน มือใหม่ก็เข้าใจได้ง่ายๆ เน้นใช้ไวน์เป็นเบสโดยเลือกจากสิ่งที่ตัวเองชอบซึ่งส่วนมากจะเป็นเนเชอรัลไวน์ ไม่ค่อยมีไวน์โลกเก่า ถ้าเป็นสปาร์กลิงไลน์ก็จะไม่มีโพรเซ็กโกหรือแชมเปญเลย แต่จะใช้เป็น Pét-nat (Pétillant Naturel) ซึ่งเป็นสปาร์กลิงไวน์แบบใหม่ที่มีความเนเชอรัลสูง
แก้วที่เราลองคือ Madeira tonic (360 บาท) แก้วนี้ใช้ Barbeito Madeira 5 YO ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกส ผสมกับน้ำผึ้งป่าและโทนิก PX Americano (360 บาท) ใช้ Equipo navazos casa del inca PX ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนที่มีความหวานเข้มข้น นุ่ม ลึก เหมือนองุ่นตากแห้งนานๆ คาแร็กเตอร์ซับซ้อน ผสมกับ sacred rosehip cup บิตเทอร์ที่มีความขมฝาดเล็กน้อย หวานอ่อนๆ พร้อมกลิ่นเปลือกไม้โทนคาเคา เป็นเดย์ดริงก์ที่ดี ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ไม่เยอะ
สุดท้ายคือ PX Old-Fashioned (400 บาท) ทวิสต์มากจาก Old fashion คลาสสิกค็อกเทลแก้วโปรดของหลายคน โดยใช้ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนตัวเดียวกับที่ใช้ในแก้วก่อนหน้า ซึ่งนอกจากจะให้ความหวานที่มีคาแร็กเตอร์นุ่มลึกแล้วยังช่วยชูเบอร์เบินในแก้วนี้ให้โดดเด่นขึ้นอีกด้วย
ถ้ามาเป็นกลุ่มแล้วอยากเปิดไวน์เป็นขวดก็ได้เหมือนหรืออยากจิบเบียร์ง่ายๆ ที่นี่ก็ยินดีบริการโดยจะเสิร์ฟเบียร์จาก local brewery เป็นหลักและในอนาคตก็จะมีสาเกเพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก
Independence Bar อยู่ที่ถนนไม่ตรีจิตต์ (ด้านล่างร้าน Tax) ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 19:00 เป็นต้นไป
แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Hotels
โรงแรมที่คุ้มค่าที่สุดในกรุงเทพฯ ในราคาไม่เกิน 10,000 บาทต่อคืน
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์หรูหราโดยไม่ต้องจ่ายในราคาที่ทำให้แทบช็อก ซึ่งมักจะพบได้ตามโรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองใหญ่ทั่วโลก กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของแบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลกมากมายที่มอบระดับการบริการที่อาจหาเทียบไม่ได้จากที่อื่น
จุดเด่นคือ กรุงเทพฯ ยังมีความคุ้มค่าอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย ด้วยการติดอันดับรายชื่อเมืองที่ดีที่สุดของ Time Out นักเดินทางตัวยงจะสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าที่นี่โดดเด่นในฐานะหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ในราคาที่ถูกกว่าที่คุณอาจต้องจ่ายในที่อื่นมาก
ดังนั้นเราจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเอง ค้นหาโรงแรมที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ปกติราคาเข้าพักต่อคืนอยู่ที่ 10,000 บาทหรือน้อยกว่า แต่ให้ประสบการณ์ที่เหนือกว่าราคาห้องพักไปมาก ในสถานที่อย่างลอนดอน นิวยอร์ก หรือปารีส งบประมาณระดับนี้อาจจะได้แค่ห้องพักบูติกดีๆ สักห้อง แต่ที่นี่งบเท่ากันกลับปลดล็อกระดับการบริการที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ห้องสวีทกว้างขวาง วิวแม่น้ำ ห้องอาหารที่ได้รับรางวัล พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี และสวนสาธารณะ ล้วนอยู่แค่เอื้อม ตัวเลือกมีมากมายแต่เกณฑ์ของเรานั้นเรียบง่าย ห้องพักยอดเยี่ยมที่ให้ความรู้สึกหรูหราเกินราคา และเป็นสิ่งที่คุณสามารถนำไปอวดได้เมื่อกลับถึงบ้าน
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมาเยือนเมืองนี้หรือกำลังวางแผนสเตย์เคชันแบบจัดเต็ม โรงแรมเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากรุงเทพฯ อาจเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกในการสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนในเมืองโดยไม่ต้องเจอบิลตอนเช็คเอาต์ที่ทำให้เหงื่อตก

Travel
Kimpton Kitalay Samui
ใครอยากหนีไปพักผ่อนเงียบๆ แต่ก็อยากเจอบรรยากาศมีชีวิตชีวาให้รู้สึกได้มาพักผ่อน เราว่าอาจจะชอบรีสอร์ทแห่งใหม่ Kimpton Kitalay Samui (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ก็ได้นะ เพราะครั้งแรกที่เราเดินสำรวจบรรยากาศก็รู้สึกว่าเป็นรีสอร์ทที่อบอุ่น เหมาะชวนกันหนีมาพักร้อนเติมพลังก่อนกลับไปใช้ชีวิตในเมืองต่อ
คิมป์ตัน คีตาเล สมุย จะอยู่บนเกาะสมุยตรงริมหาดเชิงมน ที่นี่เป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์คิมป์ตันในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน บนพื้นที่ 19 ไร่ ในความรู้สึกอาจไม่ใช่รีสอร์ทที่ใหญ่โตมาก แต่ก็ไม่เล็กเกินไปที่จะเดินเล่นสำรวจและชมบรรยากาศต่างๆ
และสำหรับชื่อ ‘คีตาเล’ ก็มีความหมายว่า “บทเพลงจากท้องทะเล” (คีตะ = บทเพลงหรือการขับร้อง) เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของชาวเลและหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะสมุย ทำให้คอนเซ็ปต์การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘หมู่บ้านชาวประมง’ แบบเต็มๆ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
บรรยากาศและดีเทลซิกเนเจอร์
เราเชื่อว่าหากใครมาถึงก็จะสังเกตเห็นทันทีว่ารีสอร์ทเน้นออกแบบโครงสร้างด้วยเส้นขนานเยอะมาก ตั้งแต่ทางเดินเข้าล็อบบี้แบบเปิดโล่ง ทอดยาวไปจนถึงระเบียงทรงตัว U ซึ่งปีกอาคารทั้งสองฝั่งยื่นออกไปหาทะเล ทำให้มองออกไปจะเห็นมุมซิกเนเจอร์ของรีสอร์ทนี้พอดี คือ ปีกอาคารสองข้างที่นำสายตาไปจนเห็นสระน้ำใจกลางรีสอร์ทในมุมเพอร์สเปคทีฟ โดยจุดชมวิวตรงนี้จะอยู่บนชั้นสองของอาคารต้อนรับ ซึ่งอาคารนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่สังสรรค์ (Social Hour) และเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะมากินอาหารเช้าด้วย
ดีไซน์ทั้งหมดเป็นผลงานของทีม P49 Deesign ผู้รับผิดชอบทั้งโปรเจ็กต์ของคิมป์ตัน คีตาเลฯ และนอกจากโครงสร้างก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก ที่พวกเขาตั้งใจหยิบของท้องถิ่นมาจัดวางให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ชาวเล เช่น ลวดลายบนกำแพงที่เกิดจากการสานอันเป็นเอกลักษณ์ ใช้วัสดุไม้ที่นำมาจากเรือประมงจริงๆ หรือ นำอุปกรณ์จับปลามาใช้ตกแต่งห้องอาหารริมทะเล
ทุกคนจะเห็นดีเทลพวกนี้ได้ตลอดบนกำแพง เพดานห้องอาหาร หรือพื้นทางเดินกระเบื้องส่วนใหญ่ในรีสอร์ท
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
กินดื่มแบบไม่ซ้ำบรรยากาศ
ก่อนจะไปดูห้องพัก เราอยากพาเดินชมห้องอาหารและบาร์ของ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย กันก่อน เพราะเห็นกระทัดรัดแบบนี้เขาก็มีห้องอาหารถึง 3 ห้อง พร้อมบาร์ค็อกเทลเมนูไม่ซ้ำอีก 3 แห่ง
เริ่มจากห้องอาหารเช้า “BOHO Thai Lifestyle Café” ที่อยู่ด้านล่างของตึกหลัก (แต่แวะมากินได้ทั้งวัน) เป็นห้องอาหารสไตล์คาเฟ่ที่มาในธีม ‘โบฮีเมียนผสมเรโทร’ ซึ่งเราว่าน่าจะเป็นห้องอาหารที่นั่งชิลได้มากที่สุดแล้ว เพราะมีทั้งโต๊ะด้านในและกลางแจ้ง ถ้าวันไหนลมดีๆ แดดไม่แรง ไม่ว่าใครก็อยากนั่งกินมื้อแรกของวันไปพร้อมๆ กับชมวิวสระน้ำไปด้วย
ส่วนเมนูอาหารจะมีทั้งโซนบุฟเฟ่ต์ และเมนูอะลาคาร์ท ทั้งหมดเป็นอาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารไทย แต่ทวิสต์ใหม่ให้น่าสนุก โดยจานที่เราสั่งซ้ำบ่อยที่สุดก็คือ Scottish Smoked Salmon แซลมอนรมควันเสิร์ฟบนขนมปังซาวโดวจ์ พร้อมไข่คน ทรัฟเฟิล แอสพารากัส และต้องบีบเลมอนก่อนกินด้วยนะ
แต่ถ้าเป็นเมนูที่หลายคนพูดถึงมากที่สุด Chao Samui Benedict เป็นปูนิ่มทอดกับซอสแกงกะทิ ท็อปด้วยไข่เบเนดิกต์เยิ้มๆ จานนี้ก็ไม่ควรพลาด
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ต่อมาเป็นห้องริมชายทะเล “Fishhouse Restaurant & Bar” ที่มีคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องราวของชาวประมงที่ออกไปจับปลา และนำกลับมาทำอาหารให้ครอบครัวกิน เมนูส่วนใหญ่เลยจะเน้นความสดใหม่ และกินสนุก อบอุ่นเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน โดยอาหารจะเป็นสไตล์สเปนที่ทวิสต์ให้ถูกปากคนไทย มีทั้งเมนูปาเอย่า ทาโก้ เซวิเช่ และอีกหลายเมนูซีฟู้ด รวมถึงบาร์ค็อกเทลที่มาพร้อมเครื่องดื่มกลิ่นอายทรอปิคอลด้วย
โดยช่วงวันหยุดสัปดาห์ ห้องอาหารนี้จะมีดนตรีแจ๊สมาเล่นให้ฟังกันสดๆ หรือบางทีอาจมีมื้ออาหารพิเศษให้ทุกคนแวะมาเอ็นจอยกันได้
Kimpton Kitalay Samui
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ตามมาด้วยคาเฟ่และล็อบบี้บาร์ “Lanai Bar & Lounge” ที่ใครๆ ก็แวะมานั่งชิลจิบกาแฟ กินอาหาร และอยู่ต่อถึงกลางคืนเลยก็ได้ ที่นี่จะอยู่ตรงปีกซ้ายของอาคารหลัก เน้นเสิร์ฟอาหารอิ่มเป็นมื้อๆ ตอนช่วงเช้า-เย็น ก่อนช่วงเย็น-ค่ำจะเปลี่ยนมาเสิร์ฟของกินจานเล็กๆ คู่กับเครื่องดื่ม และหากใครแวะมาที่ Lanai เราไม่อยากให้พลาดเมนู Salted Caramel Whisky Sour ค็อกเทลคลาสสิคทวิสต์ที่หอมคาราเมลและเป็นเมนูยอดนิยมที่สุดตัวหนึ่ง
สุดท้าย “Shades Ocean Lounge & Bar” เป็นบาร์กลางแจ้งริมสระว่ายน้ำและชายทะเล (ถ้าวันไหนน้ำไม่ขึ้นสูง) ที่เหมาะกับคนอยากได้ความสนุกสนาน เพราะตรงนี้ทุกคนสามารถกินมื้อเช้าเสิร์ฟในสระน้ำได้ สนุกกับปาร์ตี้ริมสระได้ หรือใช้บริการนวดเท้าริมสระพร้อมกินไอศรีมไปด้วยก็ได้อีกเช่นกัน
โดยพูลบาร์จะมาพร้อมเครื่องดื่มค็อกเทลสไตล์ทิกิ (Tiki) มาการิต้า รวมถึงอาหารกินง่ายๆ อย่างแซนด์วิช พิซซ่า หรือของกินเล่นเป็นคำๆ อ้อ! แล้วก็มีดีเจด้วยนะ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kimpton Kitalay Samui
ห้องพักและพูลวิลล่าวิวชายหาด
รีสอร์ทจะมีห้องพักให้เลือกอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ ห้องพักบนอาคาร ซึ่งมีทั้งหมด 6 ตึก 138 ห้อง ถ้าใครเลือกชั้นล่างสุดจะได้ห้องพักแบบ pool access คือเปิดระเบียงไปแล้วลงสระน้ำได้เลย แต่หากเป็นชั้นบนขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นห้องวิวทะเล หรือวิวรีสอร์ทแล้วแต่จะเลือก
ส่วนพูลวิลล่าที่หลายคนอยากเห็นมากที่สุด จะมีทั้งหมด 21 หลัง แบ่งเป็นวิลล่าริมชายหาด 12 หลัง และวิวสวนส่วนตัว 8 หลัง โดยทุกหลังจะมาพร้อมพื้นที่อาบน้ำกลางแจ้ง (แต่ไม่เปิดโล่งมากนักหรอก) ซึ่งหากพูดถึงการตกแต่งในห้องทุกๆ แบบแล้ว เราจะชอบโซนห้องน้ำมากเป็นพิเศษเลยสำหรับรีสอร์ทนี้
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ความพิเศษของคิมป์ตัน คีตาเลฯ
นอกจากฟิตเนสขนาดย่อมที่เปิด 24 ชั่วโมง คลาสออกกำลังกาย และ “Kid’s Club (ศูนย์กิจกรรมเด็ก)” ที่คุณพ่อคุณแม่สายกิจกรรมต้องรัก รีสอร์ทแห่งนี้ก็ยังมี “Pimãanda by HARNN” สปาที่เปิดอยู่ในโซนส่วนตัวพร้อมสวนสีเขียว ทำให้รู้สึกอยากผ่อนคลายทันทีที่เดินเข้าไป โดยที่นี่จะมีบริการทั้งนวดไทย นวดน้ำมัน และสครับต่างๆ
และเนื่องจากรีสอร์ทมาจับมือกับแบรนด์ HARNN ทั้งที ก็เลยได้สร้าง “กลิ่นซิกเนเจอร์” ประจำรีสอร์ทขึ้นมาด้วย คือ “กลิ่นเกลือทะเลและพิมเสน (Sea Salt and Patchouli)” ซึ่งทุกคนจะได้กลิ่นนี้ตามล็อบบี้ สปา หรือห้องน้ำส่วนตัว—ในรูปแบบแชมพู ครีมทาผิว bath bombs
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
แล้วก็อีกหนึ่งกิจกรรมซิกเนเจอร์ของแบรนด์ “Kimpton’s Social Hour” เป็นชั่วโมงที่จะเปิดพื้นที่ปีกขวาของอาคารหลักให้แขกที่มาพักทุกคนพูดคุย ทำความรู้จักกันได้ โดยมีขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้พร้อมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และที่สำคัญ สามารถพาน้องหมาน้องแมวมาแฮงก์เอาท์พร้อมกันได้อีกด้วย
เพราะแน่นอนว่าที่คิมป์ตัน คีตาเลฯ ก็เป็นรีสอร์ท pet friendly เช่นเดียวกับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัยฯ โลเคชั่นแรกของแบรนด์ย่านหลังสวน
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
สำหรับเรา คิมป์ตัน คีตาเล สมุย เป็นรีสอร์ทที่เหมาะสำหรับบินหลบมาพักร้อน หรือมาพักผ่อนช่วงวันหยุดแบบสั้นๆ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตต่อ สิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนต้องชอบเหมือนกันคือบรรยากาศที่ค่อนข้างชิล ผ่อนคลายแต่ก็มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะกิจกรรมริมสระน้ำ ทั้งเตียงอาบแดด โต๊ะเล่นเกม หรือบาร์ริมสระ ที่คนส่วนใหญ่ชอบมาแฮงก์เอาท์กัน
วันหยุดครั้งหน้าหากใครอยากหาที่พักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศไปสูดลมทะเล ใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น ลองมองที่นี่เป็นตัวเลือกดูก็ไม่แย่นะ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ คิมป์ตัน ตีตาเล สมุย

Hotels
Capella Bangkok
โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง ที่มาพร้อมกับวิวแม่น้ำ ดีไซน์คลาสสิค สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย และบริการชั้นเลิศ

Hotels
W Bangkok
ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร ไปจนถึงการออกแบบที่ผสานจิตวิญญาณของแบรนด์ W Hotels เข้ากับรายละเอียดแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัวในห้องพักทั้ง 407 ห้อง รวมไปถึงห้องอาหาร บาร์ และอาคารประวัติศาสตร์ The House on Sathorn ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ความรุ่ยรวยของสังคมชั้นสูงไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

Hotels
Sindhorn Kempinski Hotel
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยล็อบบี้ที่กว้างขวาง โอ่อ่า ซึ่งออกแบบโดย A49 บริษัทสถาปัตยกรรมไทยชื่อดัง
บริการชั้นเลิศที่มาควบคู่กับเรื่องสุขภาพคือหัวใจสำคัญ โรงแรมแห่งนี้จึงเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ กับข้อเสนอ Staycation สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ เริ่มต้นที่ 6,888 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าทุกวัน สิทธิ์เข้าคลาสฟิตเนส 1 วัน เครดิตอาหารมูลค่า 1,500 บาท และสามารถเช็กอิน-เช็กเอาต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โทร. 0 2095 9999 หรือคลิกที่นี่

Hotels
Kimpton Maa-Lai Bangkok
โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ รวมถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่ใจกลางย่านหลังสวน ติดกับสวนลุมพินี ในส่วนของห้อง มีมากถึง 362 ห้องพัก และ 131 เซอร์วิซ เรซสิเดนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษที่เชื่อมคุณสู่ทั้งพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สีลม สยาม และชิดลม นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าแบรนด์เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้

Hotels
Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34
โรงแรมใหม่ในซอยสุขุมวิท 34 ที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและไม้ ดูอบอุ่นและโมเดิร์น ภายในมีห้องพัก 148 ห้อง รวมทั้งสระว่ายน้ำ บ่อออนเซ็นญี่ปุ่น รวมถึงบาร์ และร้านอาหารชื่อดังอย่าง White Shuffle ที่ย้ายมาจาก Rainhill โดยได้ Yannick Hollenstein เชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ มาดูแลร้าน โดยจะเปิดตัวด้วยดินเนอร์ 3 คอร์ส ในราคา 899 บาท
โทร. 06 5953 3044 หรือคลิกที่นี่
อาร์ตแกลเลอรีที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ

Museums
22 พิพิธภัณฑ์น่าไปในกรุงเทพฯ

Art
พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA)
What is it? พิพิธภัณฑ์สูง 5 ชั้นในย่านจตุจักรที่เป็นทั้งผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมและบ้านของงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (MOCA) โดดเด่นด้วยการออกแบบตัวอาคารภายนอกที่ดูงดงามราวกับเครื่องประดับ ด้วยหินที่ฉลุเป็นลายก้านมะลิอันประณีตซึ่งสะท้อนถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของประเทศ และช่วยให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามาเกิดเป็นลวดลายที่ขยับเคลื่อนย้ายไปตามช่วงเวลาของวัน
Why we love it: แค่ตัวอาคารอย่างเดียวก็คุ้มค่ากับการเดินทางมาแล้ว แต่ในแต่ละชั้นก็ยังมอบเหตุผลใหม่ๆ ให้คุณเดินขึ้นไปชม งานหินฉลุช่วยกระจายแสงในรูปแบบที่ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทุกๆ ชั่วโมง ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูไม่เคยซ้ำเดิม ภายในพิพิธภัณฑ์จัดวางเส้นทางเหมือนการเดินทาง เริ่มต้นด้วยนิทรรศการถาวรที่ชั้นล่าง อุทิศชั้นสองให้กับผลงานไทยร่วมสมัย จากนั้นส่งต่อชั้นสามให้กับงานศิลปะที่ถักทอมาจากความฝันและจินตนาการ เมื่อขึ้นไปสูงกว่านั้นคุณจะพบกับผลงานสะสมถาวรเพิ่มเติม ก่อนที่ชั้นบนสุดจะเปิดพื้นที่สำหรับนิทรรศการระดับนานาชาติ
Time Out tip: วางแผนการมาเยือนของคุณในวันที่ท้องฟ้าสดใส และคอยสังเกตผนังและพื้นอาคาร ไม่ใช่แค่ตัวงานศิลปะ แสงแดดที่สาดส่องผ่านหินฉลุลงมาถือเป็นครึ่งหนึ่งของความงดงามตระการตาของที่นี่ และมันจะสวยงามที่สุดเมื่อสภาพอากาศเป็นใจ
ที่ ถนนกำแพงเพชร 6 จตุจักร เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 300 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

Art
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
What is it? หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมทรงกระบอกสูง 9 ชั้น เปิดพื้นที่เฟสแรกในเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2548 และเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ. 2551 ภายในคุณจะพบกับห้องจัดนิทรรศการ โรงภาพยนตร์ ห้องสมุด คลังเก็บงานศิลปะ พื้นที่จัดประชุม ร้านค้า และร้านอาหาร ทั้งหมดนี้เดินทางไปถึงได้ง่ายและเหมาะกับการใช้เวลาช่วงบ่ายอย่างเพลิดเพลิน
Why we love it: ความชาญฉลาดอยู่ที่การออกแบบสถาปัตยกรรม ตั้งแต่ชั้น 6 ขึ้นไป ทางเดินลาดเอียงเล็กน้อยจะวนเป็นเกลียวรอบตัวอาคาร ทำให้คุณสามารถเดินชมงานแสดงได้อย่างต่อเนื่องเป็นวงเดียวโดยไม่ต้องเดินย้อนกลับไปมาตามทางเดินที่สิ้นสุด แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดดึงดูดสำหรับใครก็ตามที่มีกล้องถ่ายรูปและชอบการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมภายในสวยๆ ทว่าการออกแบบนั้นก็ชาญฉลาดพอที่จะป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องโดนงานศิลปะโดยตรง สำหรับคนรักศิลปะที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในเมืองที่จะทำออกมาได้อย่างลงตัวขนาดนี้
Time Out tip: เริ่มต้นจากชั้นบนสุดแล้วปล่อยให้ทางเดินวนพาคุณลงมาด้านล่าง ดื่มด่ำกับแสงแดดระหว่างทาง และอย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับร้านค้าและคาเฟ่ที่ชั้นล่าง เพื่อพักเท้าและทบทวนสิ่งที่คุณเพิ่งได้ชมมา
ที่ ถนนพระรามที่ 1 ปทุมวัน (บริเวณสี่แยกปทุมวัน) เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น. เข้าชมฟรีสำหรับผู้เข้าชมทุกคน

Art
บางกอก คุนสตาเล่อ (Bangkok Kunsthalle)
What is it? พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ฟื้นคืนชีพมาจากโรงพิมพ์เก่า ซึ่งถูกทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปีหลังจากถูกไฟไหม้เสียหายครั้งใหญ่ นำทีมโดย ‘มาริสา เจียรวนนท์’ ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ และบริหารงานโดยผู้อำนวยการ ‘สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา’ อดีตผู้บริหารจาก Hauser & Wirth ครอบคลุมทั้งศิลปะ ภาพยนตร์ ดนตรี สถาปัตยกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย
Why we love it: มีเสน่ห์บางอย่างที่ยากจะต้านทานเกี่ยวกับอาคารที่ฟื้นคืนชีพมาจากความตาย และสถานที่แห่งนี้ก็นำเสนอชีวิตที่สองของมันได้อย่างงดงาม แทนที่จะจำกัดอยู่แค่สาขาวิชาเดียว ที่นี่กลับเปิดประตูต้อนรับงานสร้างสรรค์ทุกประเภท โดยมีแนวคิดที่จะปล่อยให้รูปแบบการแสดงออกที่แตกต่างกันได้มาพบเจอและจุดประกายสิ่งใหม่ๆ การผสมผสานข้ามสายพันธุ์นี้คือเสน่ห์ที่แท้จริง เปลี่ยนสิ่งที่อาจเป็นเพียงแกลเลอรีผนังสีขาวอีกแห่งให้กลายเป็นศูนย์กลางที่แท้จริง เบื้องหลังที่นี่มีทั้งการสนับสนุนและประวัติการทำงานที่จริงจัง ทว่าความสนใจยังคงมุ่งเน้นไปที่ตัวงานศิลปะมากกว่าชื่อเสียงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง สำหรับใครก็ตามที่ชอบวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและคาดเดาไม่ได้เล็กน้อย ที่นี่ถือเป็นส่วนเติมเต็มที่น่าตื่นเต้นอย่างเงียบๆ ให้กับเมือง
Time Out tip: ตั้งเป้าที่จะไปถึงประมาณ 16.00 น. วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้สัมผัสนิทรรศการโดยมีผู้คนหนาแน่นน้อยลง และยังช่วยให้ทันแสงยามเย็นที่ตกกระทบลงบนผนังคอนกรีตเปลือยด้านหน้าอาคารพอดี
ที่ ตรอกปานจิตต์ (เยาวราช) เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 14.00-20.00 น. เข้าชมฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

Things to do
GalileOasis
What is it? พื้นที่จัดนิทรรศการที่เปิดประตูต้อนรับศิลปินทุกรุ่นและทุกสาขาวิชา โดยเน้นผลงานที่เข้าถึงได้ง่ายและสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ตั้งอยู่ภายใน GalileOasis ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์อันกว้างขวางในย่านบรรทัดทอง ซึ่งผสมผสานแกลเลอรี โรงละคร คาเฟ่ ร้านอาหาร และโรงแรมบูติกเข้าไว้ด้วยกันในจุดหมายปลายทางที่ร่มรื่นแห่งเดียว
Why we love it: โครงการทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือนได้สูดหายใจเข้าลึกๆ ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง แทนที่จะมองว่าศิลปะเป็นสิ่งสูงส่งที่เข้าถึงยาก แกลเลอรีแห่งนี้กลับพยายามทำให้มันเข้าถึงได้ง่าย โดยจัดแสดงชิ้นงานที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนจริงๆ นอกจากนี้ยังถักทอเข้ากับชุมชนโดยรอบ ทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบสำหรับความคิดสร้างสรรค์ กิจกรรม และจิตวิญญาณของชุมชน บรรยากาศโดยรอบมีส่วนช่วยอย่างมาก ด้วยพื้นที่สีเขียวและการออกแบบที่คิดมาอย่างดี เปลี่ยนตึกแถวเก่า 20 ห้องที่มีอายุกว่า 40 ปีให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนในเมืองที่เงียบสงบ การบูรณะอย่างระมัดระวังยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้มากมาย ทั้งสถาปัตยกรรมแบบดิบๆ และพื้นไม้ที่ผ่านกาลเวลา ทำให้สถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกย้อนยุคและร่วมสมัยไปพร้อมกัน
Time Out tip: ตรอกซอกซอยแถวนี้ค่อนข้างแคบและหลงทางได้ง่าย ดังนั้นข้ามการเดินตากแดดจนเหงื่อซึมไปได้เลย แล้วโบกมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากทางออก BTS ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที และมีค่าบริการประมาณ 30-50 บาท
ที่ ซอยโรงเรียนกิ่งเพชร เปิดวันพุธ-วันจันทร์ เวลา 09.00-19.00 น. เข้าชมฟรี แต่อาจนิทรรศการเฉพาะหรือการแสดงบางชุดอาจมีการเก็บค่าเข้าชมแยกต่างหาก

Art
Joyman Gallery
What is it? แกลเลอรีร่วมสมัยที่เปิดตัวในปีพ.ศ. 2561 และให้การสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่และศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยพื้นที่กว่า 325.16 ตารางเมตรที่แบ่งออกเป็นสองห้องนิทรรศการ แกลเลอรีขับเคลื่อนด้วยแนวคิดหลักคือ 'Joy and Join' เพื่อสื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมสมัยใหม่ และสายสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างสรรค์ผลงานกับผู้คนที่เดินทางมาเข้าชม
Why we love it: ขอบเขตงานของที่นี่เปิดกว้างอย่างน่าประทับใจ โดยครอบคลุมทั้งศิลปะแนวเออร์บันและสตรีทอาร์ต ป็อปอาร์ต เซอร์เรียลลิสม์ยุคใหม่ ศิลปะนามธรรมร่วมสมัย ไปจนถึงดิจิทัลอาร์ตและสื่อผสม ความหลากหลายนี้ช่วยให้โปรแกรมจัดนิทรรศการมีความคึกคักอยู่เสมอ โดยนิทรรศการมักสร้างขึ้นรอบๆ หัวข้อที่บอกเล่าถึงชีวิตในเมืองจริงๆ มากกว่าจะล่องลอยไปในเชิงนามธรรม ทีมภัณฑารักษ์ที่มีประสบการณ์ช่วยร้อยเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้การจัดแสดงดูผ่านการคิดมาอย่างดีไม่ใช่แค่การหยิบมาแขวนไว้เฉยๆ และผลงานมักจะเข้าถึงใจผู้ชมไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมที่มีประสบการณ์หรือแค่คนทั่วไปที่สนใจ นอกจากนี้แกลเลอรียังไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยมีการไปออกบูธตามงานอาร์ตแฟร์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยเสริมพลังความกระตือรือร้นและวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าให้กับองค์กรทั้งหมด
Time Out tip: เผื่อเวลาไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อเดินชมทั้งสองชั้นให้ทั่ว ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทอดน่องในทั้งสองพื้นที่ ถ่ายรูปสักเล็กน้อย และหยุดอ่านบันทึกของภัณฑารักษ์อย่างจริงจัง แทนที่จะเดินผ่านไปเฉย ๆ
ที่ ถนนมหาไชย พระนคร เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 11.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

Restaurants
พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out...




